High SMAS & Extended Deep Plane Facelift
ยกกระชับใบหน้าจากโครงสร้างชั้นลึก ไม่ใช่เพียงการดึงผิวหนังให้ตึง เพื่อช่วยปรับแก้ม ร่องแก้ม มุมปาก และกรอบหน้าให้ดูสมดุลกับโครงสร้างใบหน้าเดิม
ศัลยกรรมดึงหน้าชั้นลึกใต้ชั้น SMAS (High SMAS & Extended Deep Plane Facelift) เป็นเทคนิคผ่าตัดยกกระชับใบหน้าส่วนกลางและส่วนล่าง โดยแพทย์จะเข้าถึงโครงสร้างเนื้อเยื่อชั้นลึกบริเวณใต้ชั้น SMAS (Superficial Musculoaponeurotic System) และพิจารณาคลายเส้นเอ็นยึดใบหน้าบางตำแหน่ง เพื่อให้สามารถปรับตำแหน่งเนื้อเยื่อที่หย่อนคล้อยได้ตามโครงสร้างของแต่ละบุคคล
ความแตกต่างสำคัญของแนวทางนี้คือการให้ความสำคัญกับการยกและจัดตำแหน่งเนื้อเยื่อชั้นลึก ก่อนจัดการผิวหนังส่วนเกินในขั้นตอนท้าย โดยมีเป้าหมายเพื่อให้การยกกระชับสัมพันธ์กับโครงสร้างใบหน้าและลดการพึ่งแรงดึงจากผิวหนังเพียงอย่างเดียว
ที่ Dr. Gorn Aesthetique ทางคลินิกระบุว่ามีการเลือกใช้เทคนิคการดึงหน้าชั้นลึกใต้ชั้น SMAS ในเคสดึงหน้าและดึงคอมากกว่า 90% โดยแพทย์จะวิเคราะห์กายวิภาคใบหน้า (Facial Anatomy) ระดับความหย่อนคล้อย และทิศทางการเคลื่อนตัวของเนื้อเยื่อ ก่อนออกแบบแนวการยกกระชับเป็นรายบุคคล
ทำไมใบหน้าและลำคอจึงหย่อนคล้อยเมื่ออายุเพิ่มขึ้น?
ความหย่อนคล้อยของใบหน้าไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างหลายระดับ ทั้งกล้ามเนื้อ กระดูก ชั้นไขมัน และเส้นเอ็นยึดใบหน้า ซึ่งทำหน้าที่พยุงเนื้อเยื่อให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม
1. การเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อใบหน้าและลำคอ
กล้ามเนื้อใบหน้าประกอบด้วยกลุ่มที่ทำหน้าที่ยก (Elevator Muscles) และกลุ่มที่ทำหน้าที่ดึงลง (Depressor Muscles) ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อควบคุมการแสดงสีหน้าและการเคลื่อนไหวของเนื้อเยื่อ เมื่ออายุเพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อพยุงใบหน้าอาจส่งผลต่อความหย่อนคล้อยบริเวณแก้ม มุมปาก และลำคอ
2. การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างกระดูกใบหน้า
โครงสร้างกระดูกใบหน้าบริเวณโหนกแก้ม ใต้ตา และขากรรไกรสามารถเปลี่ยนแปลงตามวัย ส่งผลให้เนื้อเยื่อบางส่วนสูญเสียการรองรับ ทำให้ใบหน้าดูตอบ ร่องลึกชัดเจนขึ้น และเกิดความหย่อนคล้อยของแก้มและใบหน้าส่วนล่าง ปัจจัยอย่างการสูบบุหรี่และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอาจส่งผลต่อสุขภาพของเนื้อเยื่อและกระดูกด้วย
3. การเปลี่ยนแปลงของเส้นเอ็นยึดใบหน้า (Retaining Ligaments)
เส้นเอ็นยึดใบหน้าเป็นโครงสร้างที่ช่วยยึดเนื้อเยื่อชั้นต่าง ๆ เข้ากับโครงสร้างที่อยู่ลึกลงไป ทำหน้าที่เสมือนจุดยึดหรือหมุดที่ช่วยกำหนดตำแหน่งของผิวหนังและชั้นไขมัน เมื่อโครงสร้างและเนื้อเยื่อเปลี่ยนแปลงตามวัย แก้มอาจเคลื่อนตัวลงต่ำ เกิดร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก และเนื้อย้อยบริเวณกรอบหน้า (Jowls)
เนื่องจากปัญหาความหย่อนคล้อยบางส่วนมีต้นเหตุจากโครงสร้างชั้นลึก การดึงผิวหนังอย่างเดียวจึงอาจไม่สามารถแก้ไขความหย่อนคล้อยได้ครบทุกตำแหน่ง โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเปลี่ยนแปลงของแก้มส่วนกลางและใบหน้าส่วนล่างร่วมกัน
High SMAS & Extended Deep Plane Facelift คืออะไร?
High SMAS & Extended Deep Plane Facelift เป็นแนวทางการผ่าตัดที่มุ่งเน้นการยกเนื้อเยื่อใบหน้าจากโครงสร้างชั้นลึก โดยชั้น SMAS คือระบบเนื้อเยื่อพังผืดและกล้ามเนื้อผิวเผินที่อยู่ใต้ชั้นไขมันของใบหน้า และเกี่ยวข้องกับการพยุงรวมถึงการเคลื่อนไหวของเนื้อเยื่อใบหน้า
ระหว่างผ่าตัด ศัลยแพทย์จะประเมินตำแหน่งของเนื้อเยื่อที่หย่อนคล้อย ก่อนพิจารณาการแยกและเคลื่อนเนื้อเยื่อในระนาบที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถปรับตำแหน่งแก้มและใบหน้าส่วนล่างได้ตามแผนการผ่าตัด
High SMAS Facelift
High SMAS เป็นแนวทางการยกชั้น SMAS ในระดับที่สูงขึ้นไปถึงบริเวณโหนกแก้มและแก้มส่วนกลาง (Midface) จึงอาจช่วยแก้ไขความหย่อนคล้อยบริเวณแก้มส่วนบนและร่องแก้ม ร่วมกับใบหน้าส่วนล่างและกรอบหน้าได้ตามข้อบ่งชี้
Extended Deep Plane Facelift
Extended Deep Plane เป็นแนวทางการขยายขอบเขตการผ่าตัดในระนาบชั้นลึกไปยังตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับความหย่อนคล้อยของแก้ม ร่องแก้ม และบริเวณรอบมุมปาก โดยอาจมีการคลายเส้นเอ็นยึดใบหน้าบางตำแหน่งเพิ่มเติม เพื่อให้เนื้อเยื่อสามารถเคลื่อนตัวและได้รับการจัดตำแหน่งใหม่ตามแนวที่วางแผนไว้
การผ่าตัดทั้งสองแนวทางอาจมีส่วนที่เกี่ยวข้องหรือใช้ร่วมกัน แต่รายละเอียดการเข้าถึงชั้นเนื้อเยื่อและขอบเขตการคลายเส้นเอ็นขึ้นอยู่กับเทคนิคของศัลยแพทย์และปัญหาของผู้เข้ารับบริการแต่ละราย
ทำไมต้องดึงหน้าลึกถึงใต้ชั้น SMAS?
การเข้าถึงเนื้อเยื่อใต้ชั้น SMAS มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขความหย่อนคล้อยของโครงสร้างที่ลึกกว่าผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณแก้มส่วนกลาง ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก และกรอบหน้าที่อาจมีความหย่อนคล้อยหลายระดับร่วมกัน
- การยกเนื้อเยื่อชั้นลึก: สามารถวางแผนปรับตำแหน่งเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องกับความหย่อนคล้อยของแก้ม ร่องแก้ม และใบหน้าส่วนล่าง
- การจัดการแรงตึงของผิวหนัง: เมื่อมีการยกและจัดตำแหน่งเนื้อเยื่อชั้นลึกก่อน แพทย์สามารถพิจารณาการจัดผิวหนังส่วนเกินให้สอดคล้องกับตำแหน่งใหม่ของเนื้อเยื่อ
- การควบคุมทิศทางการยก: ศัลยแพทย์สามารถประเมินแนวการยกตามตำแหน่งต่าง ๆ ของใบหน้า โดยคำนึงถึงความสมดุลของแก้ม มุมปาก และกรอบหน้า
- การพิจารณาผลลัพธ์ระยะยาว: การปรับโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับความหย่อนคล้อยอาจเป็นประโยชน์ในบางกรณี แต่ระยะเวลาคงอยู่ของผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับอายุ คุณภาพผิว เทคนิคการผ่าตัด และปัจจัยเฉพาะบุคคล
ข้อควรรู้: การผ่าตัดในระนาบใต้ชั้น SMAS มีความเกี่ยวข้องกับแขนงเส้นประสาทใบหน้าและหลอดเลือดสำคัญ จึงต้องอาศัยความรู้ทางกายวิภาคและความละเอียดในการผ่าตัด โดยเอกสารบริการของคลินิกระบุว่าการผ่าตัดประเภทนี้อาจใช้เวลามากกว่า 6 ชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขอบเขตและความซับซ้อนของแต่ละกรณี
ทำไมการดึงเฉพาะผิวหนังอาจไม่เพียงพอ?
การดึงเฉพาะผิวหนัง (Skin-Only Facelift) เป็นแนวทางที่มุ่งเน้นการปรับผิวหนังและเนื้อเยื่อชั้นตื้น แต่สำหรับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยของโครงสร้างใบหน้าชั้นลึกมาก การปรับผิวหนังเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาบริเวณแก้มส่วนกลาง ร่องแก้ม และกรอบหน้าได้ครบทุกส่วน
หากแนวแรงดึงหรือการจัดการเนื้อเยื่อไม่เหมาะสม อาจมีปัญหาที่ต้องระมัดระวัง เช่น
- ผิวหนังหรือใบหน้าบางตำแหน่งดูตึงผิดธรรมชาติ เช่น ลักษณะ Wind Tunnel Look
- การเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนและทิศทางของเนื้อเยื่อบริเวณแก้มและรอบดวงตา
- แรงตึงบริเวณขอบแผลมากเกินไป ซึ่งอาจส่งผลต่อการสมานแผลหรือรูปลักษณ์ของแผลเป็น
- ความหย่อนคล้อยบางตำแหน่งยังคงอยู่หากไม่ได้จัดการโครงสร้างที่เกี่ยวข้อง
- ผลลัพธ์ระยะยาวที่แตกต่างกันตามเทคนิคการผ่าตัดและสภาพเนื้อเยื่อของแต่ละบุคคล
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับการผ่าตัดผิวหนังชั้นตื้นทุกราย และไม่ได้หมายความว่าเทคนิคชั้นลึกจะปราศจากความเสี่ยง การเลือกวิธีผ่าตัดจึงควรพิจารณาตามข้อบ่งชี้และความเหมาะสมของแต่ละบุคคล
หัวใจของเทคนิค Deep Plane: การคลายเส้นเอ็นยึดใบหน้า (Retaining Ligament Release)
เส้นเอ็นยึดใบหน้า (Retaining Ligaments) เป็นโครงสร้างที่เชื่อมชั้นเนื้อเยื่อใบหน้ากับโครงสร้างที่อยู่ลึกลงไป ทำหน้าที่เสมือนจุดยึดที่กำหนดตำแหน่งและช่วยพยุงเนื้อเยื่อ
ในเทคนิค Deep Plane Facelift ศัลยแพทย์อาจพิจารณาคลายเส้นเอ็นยึดบางตำแหน่งตามข้อบ่งชี้ เพื่อให้เนื้อเยื่อชั้น SMAS และเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องสามารถเคลื่อนตัวไปยังตำแหน่งที่วางแผนไว้ได้ โดยไม่ต้องอาศัยการดึงผิวหนังอย่างเดียว
ความแตกต่างระหว่างการยกโดยไม่คลายเอ็นกับการคลายเอ็นยึดใบหน้า
| หัวข้อ | เมื่อไม่ได้คลายเอ็นยึด | เมื่อมีการคลายเอ็นยึดตามข้อบ่งชี้ |
|---|---|---|
| การเคลื่อนตัวของ SMAS | ยังมีจุดยึดที่จำกัดการเคลื่อนตัวของเนื้อเยื่อบางส่วน | สามารถเพิ่มอิสระในการเคลื่อนตัวของเนื้อเยื่อในตำแหน่งที่คลายได้ |
| การจัดตำแหน่งใบหน้า | ขึ้นอยู่กับขอบเขตการยกและโครงสร้างเดิม | สามารถวางแผนเคลื่อนและจัดตำแหน่งเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องกับจุดยึดได้ |
| แรงตึงบริเวณผิวหนัง | ขึ้นอยู่กับวิธีการจัดการชั้นเนื้อเยื่อและผิวหนัง | อาจช่วยให้จัดการผิวหนังหลังยกโครงสร้างชั้นลึกได้เหมาะสมขึ้นในบางกรณี |
การคลายเส้นเอ็นยึดใบหน้าเป็นขั้นตอนที่ต้องพิจารณาความปลอดภัยอย่างละเอียด เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีเส้นประสาทและหลอดเลือดสำคัญ และไม่จำเป็นต้องดำเนินการในขอบเขตเดียวกันสำหรับผู้ป่วยทุกราย
เปรียบเทียบศัลยกรรมดึงหน้า 3 เทคนิค
เทคนิคศัลยกรรมดึงหน้ามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยแนวทางที่มักนำมาเปรียบเทียบ ได้แก่ การดึงผิวหนังชั้นตื้น การปรับชั้น SMAS และการผ่าตัดในระนาบชั้นลึก ทั้งสามแนวทางมีความแตกต่างกันในด้านระดับชั้นเนื้อเยื่อที่จัดการ ขอบเขตการผ่าตัด และข้อบ่งชี้ที่เหมาะสม
1. Subcutaneous Facelift
เป็นการผ่าตัดที่มุ่งเน้นการแยกและจัดการผิวหนังร่วมกับเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง โดยไม่ได้ปรับชั้น SMAS ในลักษณะเดียวกับการผ่าตัดชั้นลึก อาจเหมาะกับบางกรณีที่มีข้อบ่งชี้เฉพาะและไม่จำเป็นต้องปรับโครงสร้างหลายระดับ
2. SMAS Plication / Imbrication
เป็นเทคนิคการยกกระชับที่อาศัยการเย็บพับหรือปรับความตึงของชั้น SMAS เพื่อช่วยยกเนื้อเยื่อบริเวณแก้มและใบหน้าส่วนล่าง โดยรูปแบบการเย็บและขอบเขตการผ่าตัดอาจแตกต่างกันตามเทคนิคของศัลยแพทย์
3. Deep Plane / High SMAS Facelift
เป็นกลุ่มเทคนิคที่ให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้าง SMAS และเนื้อเยื่อชั้นลึก โดยบางเทคนิคมีการเข้าถึงระนาบใต้ SMAS และคลายเส้นเอ็นยึดใบหน้าตามข้อบ่งชี้ เพื่อช่วยจัดตำแหน่งเนื้อเยื่อบริเวณแก้มส่วนกลางและใบหน้าส่วนล่าง
ตารางเปรียบเทียบระดับชั้นและแนวทางการผ่าตัด
| หัวข้อ | High SMAS & Extended Deep Plane | SMAS Plication / Imbrication | Subcutaneous Facelift |
|---|---|---|---|
| ระดับชั้นที่ผ่าตัด | ปรับชั้น SMAS และระนาบใต้ SMAS ตามเทคนิค | เย็บพับหรือปรับชั้น SMAS | ผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังชั้นตื้น |
| เวลาในการผ่าตัด | คลินิกระบุอาจใช้เวลามากกว่า 6 ชั่วโมง | แตกต่างตามขอบเขตการผ่าตัด | แตกต่างตามขอบเขตการผ่าตัด |
| เป้าหมายการยก | แก้มส่วนกลาง ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก และกรอบหน้าตามข้อบ่งชี้ | แก้มและใบหน้าส่วนล่างตามแนว SMAS ที่ปรับ | ผิวหนังส่วนเกินและเนื้อเยื่อชั้นตื้น |
| การจัดการโครงสร้างชั้นลึก | อาจมีการคลายเอ็นยึดใบหน้าและเคลื่อนเนื้อเยื่อชั้นลึก | เน้นการปรับหรือเย็บชั้น SMAS | ไม่ได้ปรับชั้น SMAS โดยตรงในลักษณะเดียวกัน |
| ผลลัพธ์และความเป็นธรรมชาติ | ขึ้นอยู่กับแนวการยกและสภาพโครงสร้าง | ขึ้นอยู่กับเทคนิคและแนวการเย็บ | ขึ้นอยู่กับเทคนิคและแรงตึงของผิวหนัง |
| ความคงอยู่ของผลลัพธ์ | แตกต่างกันตามบุคคล ไม่สามารถรับประกันจำนวนปีได้ | แตกต่างกันตามบุคคล | แตกต่างกันตามบุคคล |
| ความเสี่ยงต่อแผลเป็น | มีความเสี่ยงตามลักษณะการผ่าตัดและการสมานแผล | มีความเสี่ยงตามลักษณะการผ่าตัดและการสมานแผล | มีความเสี่ยงตามลักษณะการผ่าตัดและการสมานแผล |
ข้อสำคัญ: ชื่อเรียกเทคนิคอาจแตกต่างกันระหว่างศัลยแพทย์ และไม่มีข้อมูลที่เพียงพอจะรับประกันว่าเทคนิคใดให้ผลลัพธ์ดีกว่าหรืออยู่ได้นานกว่าทุกวิธีในผู้ป่วยทุกราย ควรถามแพทย์ผู้ผ่าตัดโดยตรงว่าจะเข้าถึงเนื้อเยื่อชั้นใด มีการคลายเส้นเอ็นตำแหน่งใด และเลือกเทคนิคนั้นด้วยเหตุผลใด
ดึงหน้าชั้นลึกใต้ชั้น SMAS ช่วยแก้ปัญหาบริเวณใดได้บ้าง?
- แก้มส่วนกลาง (Midface): ปรับตำแหน่งเนื้อเยื่อบริเวณแก้มที่หย่อนคล้อยและเคลื่อนต่ำลงตามวัย
- ร่องแก้ม (Nasolabial Folds): อาจช่วยลดความเด่นชัดของร่องแก้มบางส่วนที่สัมพันธ์กับความหย่อนคล้อยของเนื้อเยื่อ
- ร่องน้ำหมาก (Marionette Lines): พิจารณาปรับเนื้อเยื่อบริเวณใบหน้าส่วนล่างที่เกี่ยวข้องกับรอยพับใกล้มุมปาก
- มุมปากตก: ช่วยปรับความหย่อนคล้อยของเนื้อเยื่อรอบบริเวณมุมปากตามข้อบ่งชี้
- แก้มย้อย (Jowls): พิจารณายกและจัดตำแหน่งเนื้อเยื่อบริเวณแนวขากรรไกร
- กรอบหน้าไม่ชัดเจน: ช่วยปรับความต่อเนื่องระหว่างแก้มส่วนล่างและแนวกรามในบางกรณี
- ความหย่อนคล้อยของลำคอ: อาจพิจารณาผ่าตัดดึงคอร่วมด้วยเมื่อมีข้อบ่งชี้
ร่องแก้มและร่องลึกบนใบหน้าอาจเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งความหย่อนคล้อยของเนื้อเยื่อ การสูญเสียไขมัน และการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างกระดูก การดึงหน้าจึงอาจช่วยลดความเด่นชัดของร่องบางส่วนได้ แต่ไม่ได้ลบร่องธรรมชาติทั้งหมด
ใครบ้างที่เหมาะกับ High SMAS & Extended Deep Plane Facelift?
- ผู้ที่มีอายุประมาณ 40–45 ปีขึ้นไป และมีความหย่อนคล้อยของใบหน้าจากโครงสร้างชั้นลึก
- ผู้ที่มีแก้มตก ร่องแก้มลึก มุมปากตก แก้มย้อย หรือกรอบหน้าไม่คมชัด
- ผู้ที่มีเหนียง ลำคอหย่อนคล้อย หรือแนวกล้ามเนื้อคอ (Platysma Bands) เด่นชัดร่วมด้วย
- ผู้ที่เคยผ่าตัดดึงหน้ามาก่อนและต้องการปรึกษาการแก้ไขผลลัพธ์ (Revision Facelift)
- ผู้ที่เคยรักษาด้วย HIFU ร้อยไหม ฟิลเลอร์ หรือหัตถการอื่นแล้ว แต่ยังมีปัญหาความหย่อนคล้อยที่ต้องการให้แพทย์ประเมินทางเลือกการผ่าตัด
การตัดสินใจผ่าตัดไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุเพียงอย่างเดียว แพทย์จะประเมินระดับความหย่อนคล้อย คุณภาพผิว โครงสร้างกระดูก ประวัติการรักษา โรคประจำตัว และสุขภาพโดยรวมของแต่ละราย
การผ่าตัดหรือหัตถการที่อาจทำร่วมกับการดึงหน้าชั้นลึก
ความหย่อนคล้อยและการสูญเสียปริมาตรของใบหน้าในแต่ละบุคคลมีลักษณะแตกต่างกัน ศัลยแพทย์จึงอาจพิจารณาการปรับโครงสร้างอื่นร่วมกับการดึงหน้าชั้นลึก เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพใบหน้าและข้อบ่งชี้ของแต่ละราย
1. การจัดตำแหน่งไขมันแก้มใหม่ (Fat Repositioning)
สำหรับผู้ที่มีแก้มตกหรือบริเวณใต้โหนกแก้มยุบตัว แพทย์อาจพิจารณาจัดตำแหน่งเนื้อเยื่อไขมันแก้มใหม่ เพื่อช่วยปรับความต่อเนื่องระหว่างแก้มและโหนกแก้ม โดยคำนึงถึงปริมาตรและโครงสร้างเดิมของใบหน้า
2. การเย็บกระชับกล้ามเนื้อคอ (Platysma Surgery)
ผู้ที่มีลักษณะคอไก่งวง (Platysma Bands) หรือกล้ามเนื้อลำคอหย่อนคล้อย อาจเหมาะกับการผ่าตัดปรับกล้ามเนื้อ Platysma ร่วมกับการดึงหน้า เพื่อช่วยปรับแนวคอและความต่อเนื่องของกรอบหน้า
3. การประเมินต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร (Submandibular Gland)
ผู้ที่มีความนูนบริเวณใต้กรามบางรายอาจมีลักษณะโครงสร้างของต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกรร่วมด้วย ศัลยแพทย์อาจประเมินว่ามีความจำเป็นต้องจัดการโครงสร้างบริเวณดังกล่าวหรือไม่ โดยการผ่าตัดเกี่ยวกับต่อมน้ำลายเป็นหัตถการที่มีข้อบ่งชี้และความเสี่ยงเฉพาะ จึงไม่จำเป็นสำหรับผู้รับบริการทุกราย
4. การเติมไขมันตัวเอง (Autologous Fat Grafting)
ในกรณีที่มีปัญหาขมับตอบ ร่องใต้ตาลึก หรือแก้มยุบจากการสูญเสียปริมาตร แพทย์อาจพิจารณาการเติมไขมันของผู้เข้ารับบริการเองร่วมกับการดึงหน้า เพื่อช่วยปรับความสมดุลของรูปหน้าในตำแหน่งที่เหมาะสม
5. การดึงขมับ ยกคิ้ว และเก็บหนังตาล่าง
ผู้ที่มีความหย่อนคล้อยบริเวณขมับ คิ้ว หรือเปลือกตาล่างร่วมด้วย อาจสามารถพิจารณาผ่าตัดแก้ไขตำแหน่งดังกล่าวในคราวเดียวกันได้ เมื่อแพทย์ประเมินแล้วว่ามีความเหมาะสมและสามารถดำเนินการได้อย่างปลอดภัย
ตำแหน่งแผลผ่าตัดดึงหน้า และการทำร่วมกับการดึงคอ
แนวแผลผ่าตัดดึงหน้ามักอยู่บริเวณแนวไรผมขมับ รอบหน้าใบหู และด้านหลังใบหู โดยตำแหน่งและความยาวของแผลขึ้นอยู่กับปริมาณผิวหนังส่วนเกิน ขอบเขตการผ่าตัด และเทคนิคที่ใช้
สำหรับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยทั้งใบหน้าส่วนล่างและลำคอ อาจพิจารณาผ่าตัดดึงคอ (Neck Lift / Platysma Surgery) ร่วมในครั้งเดียวกัน เพื่อช่วยปรับความต่อเนื่องของแนวกรามและลำคอ โดยบางรายอาจจำเป็นต้องมีแผลเพิ่มเติมบริเวณใต้คาง
การตัดสินใจทำดึงคอร่วมด้วยต้องอาศัยการประเมินกล้ามเนื้อ Platysma ปริมาณไขมันใต้คาง ความหย่อนคล้อยของผิวหนัง และโครงสร้างใต้ขากรรไกร ไม่ใช่ทุกคนที่เข้ารับการดึงหน้าจะจำเป็นต้องผ่าตัดดึงคอร่วมกัน
การผ่าตัดทุกเทคนิคมีโอกาสเกิดแผลเป็น และลักษณะการสมานตัวของแผลแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
เทคนิค Endoscopic Deep Plane Facelift และ Open Deep Plane Facelift
Dr. Gorn Aesthetique ระบุแนวทางการผ่าตัดดึงหน้าชั้นลึกทั้งรูปแบบที่ใช้กล้องช่วยผ่าตัดและรูปแบบเปิดแผลมาตรฐาน เพื่อให้สามารถเลือกวิธีการเข้าถึงโครงสร้างตามลักษณะของปัญหาและปริมาณผิวหนังส่วนเกิน
Endoscopic Deep Plane Facelift
เป็นแนวทางที่ใช้กล้องช่วยในการผ่าตัดเพื่อให้สามารถมองเห็นโครงสร้างภายในระหว่างการทำหัตถการ โดยคลินิกพิจารณาใช้ในบางกรณีที่มีผิวหนังส่วนเกินน้อยถึงปานกลาง ทั้งนี้ขอบเขตและข้อจำกัดของการผ่าตัดต้องประเมินเป็นรายบุคคล
Open Deep Plane Facelift
เป็นเทคนิคเปิดแผลเพื่อให้สามารถเข้าถึงโครงสร้างใบหน้าและจัดการผิวหนังส่วนเกินได้ตามแผนการผ่าตัด โดยอาจเหมาะกับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยหรือผิวหนังส่วนเกินค่อนข้างมาก ทั้งนี้แพทย์จะพิจารณาตำแหน่งแผลและขอบเขตการผ่าตัดตามความเหมาะสม
ทำไมต้องดึงหน้าที่ Dr. Gorn Aesthetique?
- ทีมแพทย์ที่เน้นงานศัลยกรรมใบหน้า: คลินิกนำเสนอบริการผ่าตัดดึงหน้า ดึงคอ ยกคิ้ว และการแก้ไขปัญหาความหย่อนคล้อยของใบหน้า โดยควรตรวจสอบคุณวุฒิและขอบเขตการประกอบวิชาชีพของแพทย์ผู้ผ่าตัดก่อนรับบริการ
- ให้ความสำคัญกับการดึงหน้าชั้นลึกใต้ชั้น SMAS: ตามข้อมูลของคลินิก มีการเลือกใช้เทคนิคชั้นลึกใต้ SMAS เป็นแนวทางหลักในเคสดึงหน้าและดึงคอมากกว่า 90%
- มีแนวทางการผ่าตัดหลายรูปแบบ: ทั้ง Endoscopic Deep Plane Facelift และ Open Deep Plane Facelift ตามระดับความหย่อนคล้อยและความเหมาะสมของแต่ละกรณี
- ออกแบบแนวการยกกระชับเฉพาะบุคคล: แพทย์พิจารณาโครงสร้างใบหน้า ระดับความหย่อนคล้อย ทิศทางของเนื้อเยื่อ และเอกลักษณ์ของใบหน้าเดิมก่อนกำหนดแผนการผ่าตัด
- ปรึกษาแพทย์ผู้ผ่าตัดก่อนตัดสินใจ: คลินิกระบุแนวทางการให้คำปรึกษาโดยแพทย์ผู้ผ่าตัดโดยตรงอย่างละเอียด ซึ่งอาจใช้เวลามากกว่า 1 ชั่วโมงตามความซับซ้อนของเคส
- ประเมินวิธีระงับความรู้สึก: การผ่าตัดอาจดำเนินการภายใต้ยาชาเฉพาะที่หรือการดมยาสลบในโรงพยาบาล ตามความเหมาะสมของหัตถการและการประเมินทางการแพทย์
- การติดตามผลหลังผ่าตัด: คลินิกระบุแนวทางติดตามผลอย่างใกล้ชิดตลอดปีแรก และติดตามต่อในระยะยาว โดยสามารถใช้การติดตามออนไลน์ในกรณีที่เหมาะสม
รีวิวเคสจริงศัลยกรรมดึงหน้าชั้นลึก Dr. Gorn Aesthetique
ทางคลินิกเผยแพร่ตัวอย่างผลการผ่าตัดดึงหน้าและดึงคอชั้นลึกใต้ SMAS ของผู้เข้ารับบริการจริง เพื่อแสดงรูปแบบของปัญหาและแนวทางการรักษาที่แตกต่างกันในแต่ละกรณี



ผลลัพธ์ของการผ่าตัดแตกต่างกันตามสภาพร่างกาย โครงสร้างใบหน้า และปัจจัยเฉพาะบุคคล ภาพรีวิวไม่ใช่การรับประกันผลลัพธ์สำหรับผู้เข้ารับบริการรายอื่น
การเตรียมตัวก่อนศัลยกรรมดึงหน้าชั้นลึก
- การงดสูบบุหรี่: แนวทางของคลินิกแนะนำให้งดสูบบุหรี่ก่อนและหลังผ่าตัดประมาณ 2 เดือน เนื่องจากการสูบบุหรี่และนิโคตินส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดและการสมานแผล
- การใช้ยาและอาหารเสริม: ควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาประจำตัว ยาต้านเกล็ดเลือด ยาต้านการแข็งตัวของเลือด และอาหารเสริม เช่น น้ำมันปลา วิตามินอี สารสกัดชาเขียว สารสกัดเมล็ดองุ่น แปะก๊วย และกระเทียม โดยแพทย์จะพิจารณาว่าจำเป็นต้องหยุดหรือปรับการใช้ผลิตภัณฑ์ใดก่อนและหลังผ่าตัด ไม่ควรหยุดยาที่แพทย์สั่งเอง
- การงดแอลกอฮอล์: แนวทางของคลินิกแนะนำให้งดอย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด หรือตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด
- การวางแผนวันผ่าตัด: แจ้งแพทย์เกี่ยวกับภาวะสุขภาพ การมีประจำเดือน และอาการเจ็บป่วยก่อนวันผ่าตัด เพื่อให้ทีมแพทย์ประเมินความเหมาะสมของกำหนดการ
- การงดอาหารและน้ำ: กรณีได้รับการดมยาสลบหรือยาระงับความรู้สึก ควรปฏิบัติตามแนวทางงดอาหารและน้ำของทีมวิสัญญีอย่างเคร่งครัด สำหรับการผ่าตัดภายใต้ยาชาเฉพาะที่ ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำเฉพาะของแพทย์
- การเตรียมผู้ดูแล: ควรเตรียมเสื้อผ้าที่สวมใส่ง่าย เช่น เสื้อแบบติดกระดุมหน้า และจัดให้มีผู้ช่วยเดินทางกลับหลังผ่าตัดตามความเหมาะสม โดยไม่ขับรถเองหลังได้รับยาระงับความรู้สึก
การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดดึงหน้าชั้นลึก
- การประคบเย็น: อาจประคบเย็นอย่างเบามือในช่วง 1–2 วันแรกตามคำแนะนำของศัลยแพทย์ โดยหลีกเลี่ยงการกดทับบริเวณผ่าตัดโดยตรง
- การใช้ผ้ารัดศีรษะและใบหน้า: แนวทางของคลินิกอาจให้สวมผ้ารัดต่อเนื่องในช่วง 3 วันแรก และหลังตัดไหมอาจให้สวมวันละประมาณ 12 ชั่วโมงต่อเนื่อง 1–3 เดือน ทั้งนี้ต้องใช้ตามระยะเวลาและระดับความกระชับที่แพทย์กำหนด ไม่ควรรัดแน่นเกินไป
- การป้องกันแผลเปียกน้ำ: หลีกเลี่ยงไม่ให้แผลโดนน้ำจนกว่าแพทย์จะอนุญาต โดยแนวทางของคลินิกระบุว่าบางรายอาจเริ่มสระผมอย่างระมัดระวังเมื่อแผลเริ่มแห้งประมาณวันที่ 4–5 และดูแลแผลด้วยยาที่แพทย์จัดให้
- การรับประทานอาหาร: คลินิกแนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารหมักดอง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ตามแนวทางหลังผ่าตัด
- การออกกำลังกาย: ควรงดการออกกำลังกายหนักเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน หรือจนกว่าจะได้รับอนุญาตจากศัลยแพทย์
- การทำสี ดัด หรือยืดผม: แนวทางของคลินิกแนะนำให้รอประมาณ 3 เดือนก่อนกลับไปทำหัตถการเกี่ยวกับเส้นผมที่ต้องใช้สารเคมีหรืออาจกระทบบริเวณแผลผ่าตัด
หลังผ่าตัดอาจพบอาการบวม ฟกช้ำ ตึง หรือชาบริเวณผิวหนังชั่วคราว โดยอาการจะค่อย ๆ ลดลงตามกระบวนการฟื้นตัว หากมีเลือดออกมาก บวมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปวดรุนแรงผิดปกติ มีไข้ หรือมีอาการผิดปกติอื่น ควรติดต่อแพทย์โดยเร็ว
ระยะเวลาการพักฟื้นและการตรวจติดตามผล
| ช่วงเวลา | การดูแลและการเปลี่ยนแปลงที่อาจพบ |
|---|---|
| วันที่ 1–5 | ตรวจติดตามอาการและทำความสะอาดแผล โดยคลินิกอาจนัดตรวจทุกวันในช่วงแรก |
| วันที่ 7–14 | ตรวจแผลและพิจารณาตัดไหมตามการสมานตัวของเนื้อเยื่อ |
| วันที่ 10–14 | อาการบวมและฟกช้ำมักเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัดในหลายราย |
| สัปดาห์ที่ 2–3 | อาจกลับไปทำกิจวัตรทั่วไปได้มากขึ้นตามการประเมินของแพทย์ |
| เดือนที่ 3–6 | เนื้อเยื่อและรูปหน้าค่อย ๆ เข้าที่มากขึ้น แต่อาจมีอาการบวมหลงเหลือในบางราย |
| เดือนที่ 1, 3, 6 และ 1 ปี | ติดตามผลกับแพทย์ตามแผนการรักษา และอาจติดตามออนไลน์ได้ในกรณีที่เหมาะสม |
ระยะเวลาการสมานแผลและการเข้าที่ของเนื้อเยื่อแตกต่างกันตามความซับซ้อนของการผ่าตัดและสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล โดยแผลเป็นอาจมีการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องนานกว่าช่วงที่อาการบวมลดลงแล้ว
ความเสี่ยงของศัลยกรรมดึงหน้าชั้นลึก
การผ่าตัดดึงหน้าชั้นลึกเกี่ยวข้องกับโครงสร้างเส้นประสาท หลอดเลือด กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อสำคัญของใบหน้า จึงมีความเสี่ยงที่ควรทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจผ่าตัด
- เลือดออกหรือเลือดคั่ง (Hematoma): อาจเกิดขึ้นหลังผ่าตัดและบางกรณีจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติม
- การติดเชื้อ: อาจเกิดขึ้นบริเวณแผลหรือเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้อง
- การบาดเจ็บของเส้นประสาทใบหน้า: อาจทำให้การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใบหน้าเปลี่ยนแปลง โดยความผิดปกติอาจเป็นชั่วคราวหรือคงอยู่ในบางกรณี
- อาการชาหรือความรู้สึกเปลี่ยนแปลง: อาจพบได้บริเวณใบหน้า ใบหู หรือแนวแผลผ่าตัด
- แผลสมานตัวช้าและปัญหาการไหลเวียนเลือดของผิวหนัง: อาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง
- แผลเป็นหรือความไม่สมมาตร: ลักษณะแผลและผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละบุคคล
- การผ่าตัดแก้ไขเพิ่มเติม: บางรายอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาหรือผ่าตัดเพิ่มเติมหากมีภาวะแทรกซ้อนหรือผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
ศัลยแพทย์จะอธิบายข้อดี ข้อจำกัด ความเสี่ยง และทางเลือกในการรักษาตามลักษณะปัญหาของผู้เข้ารับบริการแต่ละรายก่อนการผ่าตัด
ปรึกษาศัลยกรรมดึงหน้าชั้นลึกใต้ชั้น SMAS ที่ Dr. Gorn Aesthetique
หากคุณกำลังกังวลเกี่ยวกับแก้มหย่อนคล้อย ร่องแก้มลึก ร่องน้ำหมาก มุมปากตก แก้มย้อย กรอบหน้าไม่ชัด หรือความหย่อนคล้อยของลำคอ สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินโครงสร้างใบหน้าและพิจารณาทางเลือกในการผ่าตัดที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้ที่ Dr. Gorn Aesthetique
คลินิกมีบริการรับภาพหน้าตรงและด้านข้างสำหรับประเมินเบื้องต้นทางออนไลน์ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายตามเงื่อนไขบริการของคลินิก ทั้งนี้การประเมินออนไลน์ไม่สามารถใช้ทดแทนการตรวจร่างกายและการประเมินก่อนผ่าตัดโดยแพทย์ได้
LINE: @dr.gornaesthetique
โทรศัพท์: 089-282-1249
ที่อยู่: Dr. Gorn Aesthetique เลขที่ 51/1 ซอยรามอินทรา 109 ถนนพระยาสุเรนทร์ แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร 10510
หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายบริการและให้ความรู้เกี่ยวกับศัลยกรรมดึงหน้า การเลือกเทคนิคต้องได้รับการประเมินโดยศัลยแพทย์ ผลลัพธ์ ความเสี่ยง และระยะเวลาการฟื้นตัวแตกต่างกันตามแต่ละบุคคล