เมื่อเรามีภาวะคิ้วตก (Brow Ptosis) คิ้วต่ำ (Low position Eye brow / Low set – Eyebrow) มีข้อเสียอย่างไรบ้าง ?
1. ทำให้บุคลิกแลดูเครียด เคร่งขรึม หรือคล้ายคนที่มีอารมณ์โกรธอยู่ตลอดเวลา โดยปกติระยะห่างเมื่อวัดจากคิ้วถึงขอบตาบนจะอยู่ประมาณ 1.5-2.0 เซนติเมตร และผู้ชายมักจะมีคิ้วที่ต่ำกว่าของผู้หญิง

2. เวลาคิ้วตกจะทำให้หนังตาบน ม้วนพับลงมา บังชั้นตาเดิมของเรา ทำให้ชั้นตาของเราดูเล็กลง หรือดูไม่มีชั้นตา ใบหน้าโดวยรวมก็แลดูไม่สดใส และทำให้ดูแก่กว่าวัยได้ ทั้งๆ ที่ตา 2 ชั้นหรือชั้นตาเดิมไม่ได้หายไปไหนเพื่อแต่ถูกบังไว้เท่านั้น

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าคิ้วของเรากำลังตกและต่ำลง ให้ทุกคนลองทดสอบด้วยตัวเองตามนี้นะครับ วิธีการ TEST ดูง่ายๆ คือ ลองนำมือสองข้างดึงคิ้วเราขึ้นตรงๆ ในแนวดิ่ง แล้วชั้นตาก็จะกลับมาเห็นชัดสวยเหมือนเดิม แบบนี้อาจจะต้องพิจารณาผ่าตัดดึงคิ้วเทคนิคในเทคนิคหนึ่งแล้วเพื่อให้ได้ชั้นตาสวยกลับมานะครับ
ทำไมคิ้วเราจึงตก ? มีปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลต่อตำแหน่งของคิ้วและทำให้คิ้วตก
มาทำความเข้าใจกันคร่าวๆ ว่าทำไมคิ้วเราจึงตกหรือ มีปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลต่อตำแหน่งของคิ้วและทำให้คิ้วตก ได้แก่
ปัจจัยที่ 1 กล้ามเนื้อบริเวณหน้าผากที่ทำหน้าที่ดึงคิ้วขึ้นเกิดปัญหาบางอย่าง ทำให้ไม่มีแรงในการดึงคิ้วเราไว้ แบบในภาวะปกติซึ่งเกิดจากปัจจัย ดังนี้
- เส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 ซึ่งทำหน้าที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อหน้าผากมีปัญหา ซึ่งอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น เกิดอุบัติเหตุ มีการอักเสบ เกิดข้อผิดพลาดบางอย่างจากการทำเลเซอร์และการผ่าตัด เป็นต้น
- สำหรับคนที่ฉีดสารคลายกล้ามเนื้อ Botulinum toxin บริเวณหน้าผาก และยังอยู่ในระหว่างเวลาที่ยังออกฤทธิ์อยู่ หรือเป็นโครงสร้างโหนกคิ้วเดิมที่แบนราบและอยู่ในระดับต่ำแต่กำเนิดอยู่แล้ว

ปัจจัยที่ 2 กระดูกโหนกคิ้วทรุดตัวลง จากอายุที่มากขึ้น หรือภาวะกระดูกผุกร่อนรุนแรง

ปัจจัยที่ 3 เอ็นที่ยึดหน้าผากและขมับหย่อนยาน ซึ่งเป็นไปตามช่วงอายุที่มากขึ้น
- ถ้าหย่อนบริเวณหน้าผาก คิ้วก็จะตกทั้งหัวคิ้วและหางคิ้วตกลงพร้อมกันในแนวดิ่ง
- ถ้าหย่อนบริเวณขมับ หางคิ้วก็จะตกลงด้านข้าง
- ถ้าหย่อนทั้ง 2 บริเวณ คือ ทั้งหน้าผากและขมับ คิ้วก็จะตกทั้งตลอดทั้งแนวคิ้ว

ปัจจัยที่ 4 กล้ามเนื้อบริเวณเปลือกตาและกล้ามเนื้อที่อยู่ใต้ผิวหนังบริเวณขมวดคิ้ว หดตัวเกร็งเวลาแสดงสีหน้า เช่น ยิ้ม หัวเราะ และเครียดหรือครุ่นคิด เป็นต้น บริเวณกล้ามเนื้อแต่ละที่ส่งผลต่อคิ้วตกแต่ละตำแหน่งต่างกัน คือ
- กล้ามเนื้อบริเวณหัวตาหดเกร็ง ก็จะดึงหัวคิ้วต่ำลง
- กล้ามเนื้อบริเวณหางตาหดเกร็ง ก็จะดึงหางคิ้วต่ำลง
- กล้ามเนื้อรอบคิ้วทุกทิศทางหดเกร็ง ก็จะดึงคิ้วต่ำลงทั้งคิ้ว
ภาวะคิ้วตกแบบนี้ ยิ่งถ้าเครียดหรือครุ่นคิดตลอดเวลา ก็จะดึงให้คิ้วต่ำลงมาตลอดเวลา เช่นกัน

ดังนั้น โดยธรรมชาติเราจึงไม่สามารถที่จะควบคุมตำเหน่งคิ้วของเรา ให้อยู่ในระดับเดิมตลอดเวลาได้ โดยเฉพาะเวลาเรามีการแสดงสีหน้าดังกล่าวข้างต้น ถึงแม้จะผ่าตัดดึงคิ้วแล้วก็ตาม
เพราะฉะนั้นการแก้ไขปัญหาคิ้วตกสามารถทำได้หลายวิธีตามกลไกหรือสาเหตุของภาวะคิ้วตก ดังนี้
- วิธีที่ง่ายที่สุด ไม่ต้องเสียเงินสำหรับเคสที่เวลาหน้านิ่งแล้วคิ้วไม่ตก แต่จะตกลงเวลาแสดงสีหน้าเท่านั้น คือเพียงแค่ทำให้ตัวเรา สบายใจ ไม่คิด ไม่เครียด ตลอดเวลา ลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อบนใบหน้า ซึ่งจากที่บอกไปหลายคนทำได้ยากหรือบางคนทำไม่ได้เลย ก็ต้องพึ่งวิธีที่ 2 ช่วย
- การฉีด Botulinum toxin เพื่อคลายกล้ามเนื้อบริเวณรอบตาและคิ้วให้ทำงานน้อยลง คิ้วก็จะไม่ตกลงมาเวลาแสดงสีหน้า แต่ต้องคอยฉีดซ้ำ ทุก 4-6 เดือน
- การฉีดสารเติมเต็มอย่างโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ ในบางบริเวณทำให้คิ้วสูงขึ้นได้บ้างแต่ไม่มาก เช่น ฉีดบริเวณขมับ ก็จะช่วยหางคิ้วยกขึ้นได้ระดับหนึ่ง แต่ต้องฉีดโดยแพทย์ผู้ที่มีประสบการณ์ และมีความชำนาญในการฉีดบริเวณดังกล่าวเท่านั้น เพราะ บริเวณเส้นประสาทการรับรู้หลายเส้น จึงต้องระวังมากเป็นพิเศษ
- สำหรับคนที่คิ้วตก แม้จะอยู่ในใบหน้านิ่ง แบบนี้ส่วนใหญ่เกิดจากคิ้วต่ำตั้งแต่กำเนิด โครงสร้างใบหน้าคิ้วต่ำลงจากกระดูกสันคิ้วกร่อน คิ้วต่ำจากเนื้อเยื่อและเอ็นที่ยึดหน้าผาก และขมับหย่อนยาน ต้องพึ่งการผ่าตัด (Brow lift Surgery) จึงจะแก้ไขปัญหาคิ้วตกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การผ่าตัดดึงคิ้ว ยกคิ้ว มี 3 เทคนิค แก้ไข
เทคนิคที่ 1 การผ่าตัดดึงคิ้ว ยกคิ้วในแนวดิ่ง คือ ดึงหัวคิ้วและหางคิ้วมีทั้งหมด 3 วิธีได้แก่
1. Direct brow lift หรือ Supra brow lift คือ การเปิดแผลผ่าตัดอยู่บนคิ้วจริงหรือคิ้วที่สักมาพอดีและดึงยกคิ้วขึ้น


2. Pretrichial brow lift คือ การเปิดแผลผ่าตัดยาวตามแนวไรผมพอดี ซึ่งวิธีนี้สามารถช่วยลดริ้วรอย และยกกระชับบริเวณหน้าผากได้ด้วย

3. Endoscopic brow lift คือ การผ่าตัดส่องกล้อง เปิดแผลผ่าตัดซ่อนอยู่บริเวณแถวไรผม ขนาด 2 เซนติเมตร จำนวน 3-5 แผล เพื่อส่องกล้องผ่าตัด



เทคนิคที่ 2 ดึงเฉพาะหางคิ้ว โดยการดึงขมับ (Temporal Lift) มีทั้งหมด 2 วิธี
- Endoscopic Temporal Lift คือ การผ่าตัดส่องกล้อง เปิดแผลผ่าตัดบริเวณขมับ 2 ข้าง ขนาด 3 เซนติเมตร
- เปิดแผลผ่าตัดแบบเปิดตามแนวไรผมของขมับ หรือห่างจากแนวไรผมเข้าไปในขมับ (ขึ้นอยู่กับในระยะห่างเดิมก่อนผ่าตัดระหว่างแนวไรผมบริเวณขมับกับหางตา) ถ้าระยะห่างน้อยกว่า หรือเท่ากับ 4 เซนติเมตร สามารถซ่อนแผลในขมับได้แต่ถ้าระยะห่างมากกว่า 4 เซนติเมตรขึ้นไป แผลผ่าตัดจำเป็นต้องอยู่ตามไรผม


เทคนิคที่ 3 ดึงคิ้วทั้งหมดตลอดแนวความยาวของคิ้วในเทคนิคนี้ต้องดึงทั้งเทคนิคที่ 1 และ 2 ร่วมกัน จึงจะได้ผลดีที่สุดตามความต้องการของคนไข้ โดยจะเลือกวิธีไหนบ้างแพทย์จะต้องพิจารณา ดังนี้
- ความต้องการของคนไข้เองว่าต้องการดึงมากหรือน้อยแค่ไหน
- แพทย์ประเมินและตรวจอย่างละเอียดว่าเทคนิคใดเหมาะสมที่สุด
- ความต้องการในการลดขนาดของหน้าผาก ในคนไข้บางคนไม่ต้องการผ่าตัดเพื่อขนาดหน้าผากรวมด้วยอาจพิจารณาการปลูกผมเพื่อตกแต่งไรผมแทน เพราะการผ่าตัดดึงคิ้วนั้น อาจทำให้ความกว้างของหน้าผากเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

เทคนิคที่ 4 สำหรับคนที่สักคิ้ว (Eyebrow tattoo) มาแล้วหรือวางแผนที่จะสักคิ้ว แล้วต้องการผ่าตัดดึงคิ้วด้วย ต้องปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดก่อนการผ่าตัดดึงคิ้ว เพราะการผ่าตัดดึงคิ้ว อาจทำให้รูปและตำแหน่งของคิ้ว ทรงของคิ้วที่สักมาแล้วเปลี่ยนแปลงได้
เรื่องสำคัญที่ต้องรู้ !!
การผ่าตัดดึงคิ้ว จะช่วยดึงคิ้วให้อยู่ในระดับที่สูงขึ้น ในภาวะที่เราหน้านิ่งๆ แต่เวลาแสดงอารมณ์หรือสีหน้า คิ้วจะยังคงขยับต่ำลงจากแรงหดเกร็งของกล้ามเนื้อที่เปลือกตา การผ่าตัดจะทำให้ระยะห่างในการขยับขึ้น – ลง ของคิ้วน้อยลงกว่าเดิมเท่านั้น
ดังนั้น ในระยะยาวๆ สำหรับคนที่มีการแสดงสีหน้าง่าย หรือมีอุปนิสัยชอบครุ่นคิดเป็นประจำและบ่อยๆ กล้ามเนื้อบริเวณคิ้วก็จะหดตัวเกร็งตามที่หมอกล่าวข้างต้นนะครับ ในกรณีแบบนี้ก็อาจจะต้องพึ่งพา การฉีด Botulinum toxin เพื่อคลายกล้ามเนื้อบริเวณเปลือกตาและขมวดคิ้วในบางครั้ง เพื่อบำรุงและรักษากล้ามเนื้อส่วนบนของใบหน้า ให้ไม่ทำงานหนักเกินไปจนคิ้วตกลงมาอีกในอนาคต