ตาล่างและถุงใต้ตา, ศัลยกรรม

ภาวะตาปลิ้นหรือตาแหก (Ectropion) หลังผ่าตัดถุงใต้ตา คืออะไร ?

ภาวะเปลือกตาล่างแบะ หรือที่บางคนเรียกว่าตาปลิ้นหรือตาแหก เป็นลักษณะของขอบเปลือกตาที่ม้วนออกด้านนอก ไม่แนบชิดอยู่กับผนังลูกตาตามปกติ เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ความหย่อนคล้อยของโครงสร้างเปลือกตาตามวัย, เกิดการการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อรอบดวงตา,มีการดึงรั้งจากก้อนเนื้อที่อยู่บริเวณขอบเปลือกตาด้านนอก หรือการดึงรั้งจากแผลผ่าตัด เป็นต้น หนึ่งในภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย หลังจากการผ่าตัดถุงใต้ตา คือ ภาวะเปลือกตาแบะ ตาปลิ้น หรือ ตาแหกนี่เอง กลุ่มที่มีความเสี่ยง ที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนนี้ ได้แก่ ความเสี่ยงจากตัวของผู้ป่วยเอง และความเสี่ยงจากการผ่าตัด

ภาวะตาปลิ้นหรือตาแหก (Ectropion) หลังผ่าตัดถุงใต้ตา คืออะไร ?
ภาวะตาปลิ้นหรือตาแหก (Ectropion) หลังผ่าตัดถุงใต้ตา คืออะไร ?

ความเสี่ยงจากตัวของผู้ป่วยเอง

  1. ผู้สูงอายุ เนื่องจากโครงสร้างความแข็งแรงเปลือกตาไม่แข็งแรง มีความหย่อนคล้อยมาก
  2. ผู้ที่มีโครงกระดูกเบ้าตาต่ำ
  3. ผู้ที่ชอบถูขยี้เปลือกตา ทำให้เปลือกตายืด และเกิดรอยย่นความคล้ำจากการเสียดสีด้วยการขยี้แรงๆเป็นประจำร่วมด้วยได้
  4. ผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์เป็นประจำมาเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากการดึงเปลือกตาซ้ำๆทำให้เปลือกตายืดหย่อนไม่แข็งแรงได้
  5. มีประวัติอุบัติเหตุที่เปลือกตามาก่อน เนื่องจากอาจมีกระดูกเบ้าตาแตกผิดรูปอยู่เดิม หรือมีแผลเป็นดึงรั้งบริเวณเปลือกตาล่างได้
  6. มีประวัติเคยผ่าตัดเปลือกตามาก่อน หรือเคยได้รับการฉีดสารหรือสิ่งแปลกปลอมบริเวณเปลือกตาล่างมาก่อนเพราะมีโอกาสเกิดผังผืด ทำให้การผ่าตัดอาจซับซ้อนขึ้น การหายของแผลช้ากว่าปกติ

ความเสี่ยงจากการผ่าตัด

  1. การผ่าตัดถุงใต้ตาที่มีการตัดหนังส่วนเกินออกมากจนเกินไป
  2. การผ่าตัดลงแผลผ่านผิวหนังและมีการบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อรอบดวงตา ซึ่งทำหน้าที่ในการหลับตาและเป็นส่วนหนึ่งของความแข็งแรงของโครงสร้างเปลือกตา

การตรวจประเมิน
ความแข็งแรงของเปลือกตา

  1. ตรวจความหย่อนคล้อยของเปลือกตา
  • แนวนอน (Horizontal Lid Laxity Test) ทำได้ 2 วิธี ได้แก่ Canthal Tendon Laxity Test, Eyelid Distraction test
  • แนวตั้ง (Vertical Lid Laxity Test) โดยการตรวจ Eyelid Snap Back Test
  1. ตรวจการทำงานและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบดวงตา โดยการให้คนไข้หลับตาปกติและพยายามหลับตาแน่น ซึ่งหากกล้ามเนื้อรอบดวงตาทำงานปกติคนไข้จะหลับตาได้สนิทดี และเวลาที่หลับตาแน่นถ้ากล้ามเนื้อแข็งแรงดีคนไข้ก็จะสามารถบีบเพื่อหลับตาได้แน่น หากคนไข้หลับตาไม่สนัทหรือบีบบตาได้ไม่ดีอาจต้องตรวจหาโรคร่วมอื่นๆเช่น การทำงานของเส้นประสาทใบหน้าเสีย (Facial Nerve Palsy) ซึ่งคนไข้จะมีลักษณะของใบหน้าเบี้ยงมุมปาก และคิ้วตกร่วมด้วย นอกจากนี้ในผู้สูงอายุมักจะพบว่าการบีบตัวของกล้ามเนื้อรอบดวงตามักจะไม่ดีเช่นกัน
ภาวะตาปลิ้นหรือตาแหก (Ectropion) หลังผ่าตัดถุงใต้ตา คืออะไร ?
ภาวะตาปลิ้นหรือตาแหก (Ectropion) หลังผ่าตัดถุงใต้ตา คืออะไร ?

การตรวจระดับโครงกระดูกเบ้าตา (Orbital Vectors)

     เป็นการประเมินระดับความสูงของกระดูกเบ้าตา (Maxillary Bone) เทียบกับระดับความโค้งของกระจกตา (Corena) ทำโดยให้คนไข้นั่งศีรษะตรงและมองตรงไปด้านหน้า และผู้ประเมินจะดูด้านข้าง (Sagital View)

     กรณีที่กระดูเบ้าตาต่ำ = Negative Vector ตามรูปคือ ระดับกระจกตาจะอยู่หน้าต่อขอบกระดูกเบ้าตา คนไข้กลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนเปลือกตาแบะ ปลิ้น (Lower Lid Ectropion) หรือเปลือกตาหดรั้ง (Lower Lid Retraction) หลังทำการผ่าตัดถุงใต้ตาได้

ภาวะตาปลิ้นหรือตาแหก (Ectropion) หลังผ่าตัดถุงใต้ตา คืออะไร ?

เทคนิคการผ่าตัดอย่างไร
ที่จะช่วยป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน

      เมื่อได้รับการตรวจอย่า’ละเอียด แพทย์จะทราบถึงปัญหา ข้อจำกัดของคนไข้แต่ล่ะราย ทำให้การเลือกเทคนิคการผ่าตัดสำหรับคนไข้แต่ล่ะรายแตกต่างกันไปสำหรับผู้ที่มีปัญหาโครงสร้างเปลือกตาไม่แข็งแรง มีความเสี่ยงของการเปิดเปลือกตาแบะ ตาปลิ้นหรือตาแหก ไม่ควรตัดผิวหนังบริเวณใต้ตาออกมากจนเกินไป (Conservative Skin Removal) ควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ หลีกเลี่ยงการลงแผลผ่าตัดผ่านผิวหนังทางด้านนอก เพื่อลดโอกาสการเกิดแผลดึงรั้ง ทำให้เปลือกตาแบะออก หากคนไข้มีกล้ามเนื้อรอบดวงตาไม่แข็งแรง ก็ไม่ควรลงแผลผ่าตัดผ่านผิวหนังเช่นกัน เนื่องจากจะมีความเสี่ยงให้เกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อรอบดวงตา และไม่ควรตัดกล้ามเนื้อรอบดวงตาออก 

       กรณีที่มีกระดูกเบ้าตาต่ำ หรือกระดูกเบ้าตาทรุด ก็เป็นความเสี่ยงของการเกิดภาวะเปลือกตาแบะ หรือเปลือกตาหดรั้งเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่ควรทำการผ่าตัดด้วยการลงแผลผ่านผิวหนังหรือพูดง่าย ๆ คือ คนไข้ที่มีความเสี่ยงตามที่กล่าวไปข้างต้น  ควรพิจารณาการผ่าตัดด้วยเทคนิคการผ่าตัดถุงใต้ตาแผลใน หรือการผ่าตัดผ่านเยื่อบุผิวตานั่นเอง (Lower Blepharoplasty Trans Conjunctival Approach)

     นอกจากนี้การทำผ่าตัดไม่ว่าจะลงแผลผ่านผิวหนัง หรือลงแผลผ่านเยื่อบุตา ก็ควรหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บต่อแผ่นกั้นเบ้าตา หรือที่เรียกว่า Orbital Septum และการเย็บเพื่อขึงให้ตึงควรทำอย่างถูกเทคนิคเพราะมีความเสี่ยงอย่างมากต่อการเกิดแรงดึงรั้งจากการเย็บ หรือเกิดพังผืดทำให้เปลือกตาแบะออกได้ และยังมีรายละเอียดอื่น ๆ ในระหว่างการผ่าตัดที่สำคัญ เช่น ไม่ควรจี้เยอะจนเกินไป (Minimize Cauterization) เพื่อลดโอกาสการเกิดผังผืดที่เปลือกตา เป็นต้น

      ก่อนการผ่าตัดจึงควรได้รับการตรวจอย่างละเอียดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทราบถึงปัญหา ข้อจำกัดของคนไข้และเลือกเทคนิคการผ่าตัดที่เหมาะสมสำหรับคนไข้แต่ล่ะราย

ต้องรู้ สำคัญมาก!!

        หลาย ๆ คนคงอยากทราบว่ามีเทคนิคอะไรบ้างในการผ่าตัดที่ช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนตาแหกตาปลิ้น วันนี้หมอจะเล่าให้ฟังค่ะ

  1. สำหรับเคสที่มีปัญหาโครงสร้างเปลือกตาไม่แข็งแรง ไม่ควรตัดผิวหนังบริเวณใต้ตาออกมากจนเกินไป และหลีกเลี่ยงการลงแผลผ่าตัดผ่านผิวหนังทางด้านนอก เพื่อลดโอกาสการเกิดแผลดึงรั้งเปลือกตาให้แบะออก
  2. และในเคสที่มีกล้ามเนื้อรอบดวงตาไม่แข็งแรง ก็ไม่ควรลงแผลผ่าตัดผ่านผิวหนังเช่นกันค่ะ เนื่องจากจะมีความเสี่ยงให้เกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อรอบดวงตา และไม่ควรตัดกล้ามเนื้อรอบดวงตาออก
  3. เคสที่มีกระดูกเบ้าตาต่ำ หรือกระดูกเบ้าตาทรุด มีความเสี่ยงการเกิดเปลือกตาแบะเช่นกัน จึงไม่ควรทำการผ่าตัดด้วยการลงแผลผ่านผิวหนัง หรือพูดง่ายๆคือ คนไข้ที่มีความเสี่ยงตามที่กล่าวไปข้างต้นได้แก่ โครงสร้างเปลือกตาและกล้ามเนื้อรอบดวงตาไม่แข็งแรง มีกระดูกเบ้าตาต่ำ ควรพิจารณาการผ่าตัดด้วยเทคนิคการผ่าตัดถุงใต้ตาแผลใน หรือการผ่าตัดแบบลงแผลผ่านเยื่อบุผิวตานั่นเองค่ะ
  4. นอกจากนี้การทำผ่าตัด ไม่ว่าจะลงแผลผ่านผิวหนัง หรือลงแผลผ่านเยื่อบุตา ก็ควรหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บต่อแผ่นกั้นเบ้าตาหรือที่เรียกว่า Orbital Septum และหากจะมีการเย็บเพื่อขึงให้แผ่นกั้นเบ้าตาตึงควรทำอย่างถูกเทคนิคเพราะมีความเสี่ยงอย่างมากต่อการเกิดแรงดึงรั้งจากการเย็บหรือเกิดพังผืดทำให้เปลือกตาแบะออกได้และยังมีรายละเอียดอื่นๆในระหว่างการผ่าตัดที่สำคัญ เช่น ไม่ควรจี้เยอะจนเกินไป เพื่อลดโอกาสการเกิดผังผืดที่เปลือกตา เป็นต้นค่ะ
ภาวะตาปลิ้นหรือตาแหก (Ectropion) หลังผ่าตัดถุงใต้ตา คืออะไร ?
ภาวะตาปลิ้นหรือตาแหก (Ectropion) หลังผ่าตัดถุงใต้ตา คืออะไร ?
ภาวะตาปลิ้นหรือตาแหก (Ectropion) หลังผ่าตัดถุงใต้ตา คืออะไร ?

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

ติดต่อเราเลย

รับคำปรึกษาฟรี
กับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของเราโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

นพ.สุวิน สมเงิน
ผู้เขียนบทความ
นพ.สุวิน สมเงิน
หมอกร
ผู้บริหารและแพทย์เฉพาะทางศัลยศาสตร์ตกแต่ง และเสริมสร้างใบหน้า
ดูโปรไฟล์แพทย์ →
พญ.ฐิติพร ตรีบุพชาติสกุล
ผู้เขียนบทความ
พญ.ฐิติพร ตรีบุพชาติสกุล
หมอมิ้ว
เเพทย์เฉพาะทางสาขาจักษุวิทยา
ดูโปรไฟล์แพทย์ →

Related Posts

Subscribe & Follow us on Social Media

ติดตามเราเพื่อรับข่าวสาร ความรู้จากแพทย์ และอัปเดตด้านศัลยกรรมและความงาม