ทำไมการเสริมจมูกด้วยกระดูกซี่โครงแบบอนุรักษ์โครงสร้าง (Preservation Rhinoplasty) จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนไข้เอเชีย ?
การเสริมจมูกในคนไข้เอเชียมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากชาวตะวันตกอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ป่วยเอเชียส่วนใหญ่มีสันจมูกต่ำ (Low nasal dorsum) สันจมูกระหว่างหัวตาที่ต่ำ (Low radix) และปลายจมูกสั้น ไม่พุ่ง ดูกลมมน ซึ่งต้องการการ เพิ่มความสูง (augmentation) แทนการลดขนาด (reduction) ที่พบบ่อยในชาวตะวันตก
แนวทางดั้งเดิมพึ่งพา ซิลิโคน แต่พบปัญหาระยะยาว เช่น ซิลิโคนทะลุ ผิวหนังบาง หรือใช้ กระดูกอ่อนซี่โครงวางบนสันจมูกโดยตรง (onlay graft) ซึ่งเสี่ยงต่อการเคลื่อนของกระดูกอ่อน (graft migration) เห็นขอบเป็นแท่ง (graft visibility) และการสลายตัวบางส่วน (graft resorption) โดยเฉพาะในคนไข้ผิวบาง
Preservation Augmentation Rhinoplasty — แนวคิดที่กำลังเปลี่ยนกระบวนทัศน์ — แทนที่จะ วาง กระดูกอ่อนซี่โครงบนสันจมูก แต่ “ดัน” (push-up) โครงสร้างสันจมูกเดิมให้โด่งขึ้นจากด้านล่าง ทำให้กระดูกแข็งและกระดูกอ่อนสันจมูกเดิม (nasal bones + ULCs) ยังทำหน้าที่เป็น outer cover ตามธรรมชาติ ผลลัพธ์จึงดูเป็นธรรมชาติและมั่นคงในระยะยาวสูงกว่า
ลักษณะเฉพาะของจมูกคนเอเชีย ที่ต้องเข้าใจก่อนเสริมจมูกด้วยกระดูกซี่โครง

1. สันจมูกและสันจมูกระหว่างหัวตา (Dorsum & Radix) ที่ต่ำ
จมูกชาวเอเชียส่วนใหญ่มี สันจมูกต่ำ (low dorsum) และ สันจมูกระหว่างหัวตาลึก (low radix) ซึ่งต่ำกว่าชาวตะวันตก จุดเริ่มต้นสันจมูกในคนเอเชียควรอยู่ระดับแนวกึ่งกลางตาดำ (midpupillary line) การวางแผนผ่าตัด เสริมจมูกด้วยกระดูกซี่โครง ต้องพิจารณาว่าต้องการเสริม radix ด้วยหรือไม่ เพราะกำหนดทั้งเทคนิคและความยาวของกระดูกอ่อนที่ใช้
2. ผิวหนังและเนื้อเยื่ออ่อนจมูก (Soft Tissue Envelope)
จมูกชาวเอเชียมักมีผิวหนังหนากว่า โดยเฉพาะปลายจมูก ทำให้ดูกลมใหญ่ เห็นโครงสร้างกระดูกอ่อนไม่ชัด ในกรณีที่ใส่ implant มาก่อนนานๆ ผิวหนังอาจบางลง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกว่าจะใช้ กระดูกอ่อนซี่โครง แบบใด
3. กระดูกอ่อนสันจมูก (ULCs) และปีกจมูก (LLCs)
กระดูกอ่อนโครงสร้างของจมูกในชาวเอเชียมักเล็กและไม่แข็งแรง ส่งผลให้สันจมูกและปลายจมูกไม่พุ่ง ความสมบูรณ์ของ ULCs ถือเป็นหลักสำคัญของเทคนิค preservation augmentation ทุกรูปแบบ ดังนั้น CT scan ก่อนผ่าตัด จึงเป็นขั้นตอนที่ขาดไม่ได้
4. ช่องลมหายใจโพรงจมูก (Nasal Airway)
จมูกชาวเอเชียมี nasal airway กว้างกว่า ทำให้มีพื้นที่สำหรับวางกระดูกอ่อนซี่โครงที่จะดันสันจมูกจากด้านล่างได้มากกว่า และความเสี่ยงต่อการอุดกั้นทางเดินหายใจต่ำกว่า นี่คือข้อได้เปรียบสำคัญของ การเสริมจมูกด้วยกระดูกซี่โครงแบบ Preservation ในชาวเอเชีย
เสริมจมูกด้วยกระดูกซี่โครงแบบดั้งเดิม vs. Preservation: ต่างกันอย่างไร?
Traditional vs. Preservation Augmentation Rhinoplasty
ก่อนอธิบายเทคนิคใหม่ ควรทำความเข้าใจความแตกต่างหลักระหว่างแนวทางการเสริมสันจมูกแบบดั้งเดิม (Structural dorsal onlay technique)และแนวทางแบบอนุรักษ์โครงสร้างสันจมูก (Push Up Dorsal Preservation Technique) ในการเสริมจมูก

โดยสรุปให้เข้าใจง่าย ๆ ดังนี้
แบบดั้งเดิม (Onlay Graft) : Traditional Augmentation Rhinoplasty (Structural dorsal onlay technique)
- วิธีวางกระดูกอ่อนซี่โครง = วางบนสันจมูกโดยตรง : วางกระดูกอ่อนซี่โครงแบบ (แท่งหรือบด) หรือ implant โดยตรงบนสันจมูกแข็งและอ่อนดั้งเดิมของคนไข้
- ความเสี่ยงเห็นเป็นแท่ง (Visibility) = สูง โดยเฉพาะผิวบาง : ในจมูกที่ผิวบาง เวลายุบบวมจะเห็นขอบกระดูกอ่อนเป็นแท่งได้ง่าย (graft visibility)
- ความเสี่ยงกระดูกอ่อนเคลื่อน/โค้งงอ = มี ระยะยาวเปลี่ยนแปลงได้ : ผลลัพธ์ระยะยาวอาจเปลี่ยนแปลง เมื่อกระดูกอ่อนโค้งงอ หดตัว เลื่อน หรือสลายตัวบางส่วน
- ความเป็นธรรมชาติเมื่อสัมผัส = รู้สึกเป็นแท่งแข็ง จับสันจมูกแล้วรู้สึกเป็นแท่งแข็ง ไม่ธรรมชาติ
- ผลลัพธ์ระยะยาว = อาจเสื่อมสภาพตามเวลา : ในระยะยาว อาจเสี่ยงต่อการเคลื่อนหรือโค้งงอของกระดูกอ่อนที่วาง ทำให้จมูกดูเอียง หรือการสลายตัวบางส่วนของกระดูกอ่อน ทำให้สันยุบหรือผิวสันจมูกดูไม่เรียบสม่ำเสมอ
- ความซับซ้อนการผ่าตัด = น้อยกว่า
- เหมาะกับเคสแก้จมูก = ได้ทุกเคส
แบบ Preservation (Push-up)
- วิธีวางกระดูกอ่อนซี่โครง = ดันสันจมูกจากด้านล่าง ไม่วางบนสันจมูก : วางกระดูกอ่อนซี่โครงแบบแท่งใต้ต่อสันจมูกดั้งเดิม เพื่อสันจมูกให้โด่ง ขึนจากด้านล่าง (push-up) โดยไม่ต้องวางบนสันจมูกโดยตรง
- ความเสี่ยงเห็นเป็นแท่ง (Visibility) = ต่ำ เพราะมีสันจมูกเดิมคลุมอยู่ ลดความเสี่ยงเห็นขอบกระดูกอ่อนเป็นแท่ง เพราะมีกระดูกแข็งและกระดูกอ่อนสันจมูกเดิมตามธรรมชาติ (nasal bones และ ULCs) ทำหน้าที่เป็โครงสร้างด้านนอก (outer layer)ที่คลุมกระดูกอ่อนซี่โครงแท่งที่นำมาเสริม
- ความเสี่ยงกระดูกอ่อนเคลื่อน/โค้งงอ = น้อยกว่า โครงสร้างยึดมั่นคงกว่า
- ความเป็นธรรมชาติเมื่อสัมผัส = นุ่มธรรมชาติ จับสันจมูกแล้วไม่เป็นแท่ง มีความเป็นธรรมชาติสูง เนื่องจากกระดูกอ่อนซี่โครงแท่งถูกเสริมอยู่ใต้กระดูกแข็งและกระดูกอ่อนสันจมูกเดิมตามธรรมชาติ (nasal bones และ ULCs) ช่วยรักษาเอกลักษณ์สันจมูกของแต่ละบุคคลไว้ได้
- ผลลัพธ์ระยะยาว = แนวโน้มดีขึ้นตามเวลา : ลดความเสี่ยงเห็นแนวสันจมูกจมูกดูเอียง จากกระดูกอ่อนซี่โครงแท่งเกิดการโค้งงอ หรือเคลื่อนที่ หรือความเสี่ยงผิวสันจมูกดูไม่เรียบจากการสลายตัวของกระดูกอ่อนแท่งที่เสริมด้านบนสันจมูก เพราะมีกระดูกแข็งและกระดูกอ่อนสันจมูกเดิมตามธรรมชาติ( nasal bones และ ULCs ) ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างด้านนอก (outer layer) ที่คลุมกระดูกอ่อนซี่โครงแท่งที่นำมาเสริม โครงสร้างที่ถูก push up ด้วย costal cartilage ให้ผลลัพธ์ที่มั่นคงและคงทนกว่าในระยะยาว
- ความซับซ้อนการผ่าตัด = สูง ต้องแพทย์ชำนาญมาก การผ่าตัดมีความซับซ้อนมาก ต้องอาศัยแพทย์ที่มีประสบการณ์การผ่าตัดแบบดั้งเดิม (Structural rhinoplasty) และการผ่าตัดจมูกแบบอนุรักษ์โครงสร้างสมัยใหม่ (Preservation rhinoplasty)
- เหมาะกับทั้งเคสใหม่ และแก้จมูก = ได้ถ้ากระดูกอ่อนสันจมูก (ULCs) ยังสมบูรณ์


3 เทคนิคเสริมจมูกด้วยกระดูกซี่โครงแบบ Preservation สำหรับคนไข้เอเชีย
ปัจจุบันมี 3 เทคนิคหลักที่นำหลักการ preservation มาใช้ในการเสริมจมูกด้วยกระดูกซี่โครงสำหรับชาวเอเชีย แต่ละเทคนิคมีข้อบ่งชี้และความเหมาะสมต่างกัน
เทคนิคที่ 1: Reverse Spare Roof Technique (rSRT)
ผู้พัฒนา: Ferreira & Santos | ตีพิมพ์: Facial Plast Surg Aesthet Med, 2022
rSRT เป็นเทคนิคแรกที่นำหลักการ preservation rhinoplasty มาประยุกต์ใช้กับ augmentation rhinoplasty สำหรับการเสริมจมูกชาวเอเชีย อย่างแท้จริง แนวคิดคือการแทรกแท่งกระดูกอ่อน(En bloc cartilage graft) เข้าระหว่างผนังกั้นกึ่งกลางจมูก( dorsal septum )และ สันจมูกกระดูกอ่อนเดิมของคนไข้ (cartilaginous middle vault (ULCs) )ที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ แทนที่จะวางแท่งกระดูกอ่อนบนสันจมูก( dorsum )โดยตรง จึงช่วยยกสันจมูกช่วงกลางจนถึงปลายจมูกให้สูงขึ้นได้ แต่จะมีผลน้อยต่อการเสริมสันจมูกบริเวณระหว่างหัวตา(Radix)
ข้อบ่งชี้ใน Asian Augmentation Rhinoplasty : เหมาะสำหรับเคสเสริมใหม่หรือเคสแก้ในคนไข้เอเชียที่มีสันจมูกเตี้ย( low dorsum) และสันจมูกกระดูกอ่อน( ULCs )ยังสมบูรณ์ โดยเน้นเฉพาะในกรณีที่ต้องการเพิ่มความสูงของสันจมูกช่วงกลางจนถึงปลายจมูก( cartilaginous vault) แต่ไม่ช่วยเสริมสันจมูกบริเวณระหว่างหัวตา(Radix)
เทคนิคที่ 2: Subdorsal Cantilever Graft (SDCG)
ผู้พัฒนา: Dean M. Toriumi | ตีพิมพ์: Facial Plast Surg Clin N Am, 2025
SDCG เป็นเทคนิคที่ครอบคลุมและซับซ้อนที่สุดในกลุ่มนี้ ออกแบบมาเพื่อเน้นการเสริมสันจมูกอย่างมาก( major dorsal augmentation) ทั้งในส่วนสันช่วงกลางจมูก และสันจมูกบริเวณหัวตา จึงเหมาะสมโดยเฉพาะในคนไข้เอเชียที่ต้องการเพิ่มความสูงสันจมูก อย่างมีนัยสำคัญ โดย Toriumi แบ่ง SDCG ออกเป็น 2 รูปแบบตามความต้องการในการยกสันจมูกบริเวณหัวตา( radix)
SDCG Type A (SDCG-A): สำหรับคนไข้ที่ไม่ต้องการยกสันจมูกบริเวณหัวตา( Radix augmentation)
SDCG-A เป็นการวางกระดูกอ่อนซี่โครงแบบแท่ง( single costal cartilage graft) ที่วางจาก ช่องว่างที่สร้างขึ้น ใต้ต่อสันจมูกกระแข็งและกระดูกอ่อนเดิมคนไข้( bony nasal vault และmiddle vault) และไปยึดกับกระดูกอ่อนซี่โครงที่นำมายืดยกปลายโครงสร้างจมูก( caudal septal extension graft) ด้านปลายจมูก การยกสันจมูกจะสูงสุดอยู่ที่ช่วงกลางสันจมูก (middle vault) ในขณะที่สันจมูกบริเวณหัวตา( radix) แทบไม่เปลี่ยนแปลง เหมาะสำหรับคนไข้เอเชียที่ต้องการเพิ่มความสูงสันจมูกส่วนกลางจนถึงปลายจมูกเป็นหลัก แต่ไม่ต้องการเปลี่ยนสันจมูกบริเวณหัวตา( radix position) มากนัก
SDCG Type B (SDCG-B): สำหรับ major dorsal augmentation พร้อม radix elevation
SDCG-B ใช้ในกรณีที่ต้องการเสริมสันจมูกบริเวณหัวตา( radix augmentation) เพิ่มเติมจากการเสริมสันจมูกสันส่วนกลาง(Middle vault augmentation) โดยเพิ่มความยาวของกระดูกอ่อนซี่โครงแท่ง และส่วนปลายกระดูกอ่อนซี่โครงแท่งทางหัวตา จะถูกสอดผ่านช่องกระดูกสันจมูกที่ตัดบริเวณหัวตา( radix bone cut) ไปวางบนกระดูกหัวคิ้ว( frontal bone) ทำให้เกิด แรงยกแบบคาน (cantilever effect) ที่มั่นคง สามารถยกสันจมูกบริเวณหัวตา( radix) ได้ถึง 4–5 mm ซึ่งเหมาะมากสำหรับคนไข้เอเชียที่มีสันจมูกบริเวณหัวตาที่ค่อนข้างลึกและต่ำ( very low radix) และต้องการยกสันจมูกทั้งหมดค่อนข้างมาก( significant augmentation)
ทั้ง SDCG-A และ SDCG-B ต้องใช้กระดูกอ่อนซี่โครงตนเอง( autologous costal cartilage) ที่แข็งแรงและหนาแน่น เพราะต้องรับน้ำหนักของโครงสร้างทั้งหมด ทางผู้เขียนขอแนะนำ กระดูกอ่อนซี่โครงที่มีแคลเซียมสะสมบางส่วน (partially calcified rib cartilage )ซึ่งมีความแข็งเพียงพอแต่ยังสามารถที่จะเหลาปรับแต่งรูปทรงและเย็บไหมเพื่อให้โครงสร้างยึดติดเข้าด้วยกันได้อยู่
ข้อบ่งชี้ใน Asian Augmentation Rhinoplasty: เทคนิคนี้เหมาะสำหรับจมูกชาวเอเชีย ที่ต้องการยกสันจมูกให้สูงขึ้น โดยสามารถเสริมได้ทั้งส่วนกลาง(middle vault)และบริเวณหัวตา(radix) คนไข้เอเชียบางรายต้องการสันจมูกส่วนกลางให้สูงขึ้นแต่ไม่ต้องการให้สันจมูกหัวตาเปลี่ยน (จะเลือกใช้ SDCG-A) ในขณะที่บางรายต้องการเสริมสันจมูกทั้งหมด( full augmentation) รวมถึง radix (จะเลือกใช้ SDCG-B)


เทคนิคที่ 3: Push-up Preservation Technique
ผู้พัฒนา: Szychta & Robotti | ตีพิมพ์: Aesthetic Plastic Surgery, 2025
Szychta และ Robotti นำเสนอการยกสันจมูก( push-up technique) ในฐานะการเสริมสันจมูกให้สูงขึ้นในอีกรูปแบบหนึ่งที่ใช้หลักการเสริมจมูกเชิงอนุรักษ์( dorsal preservation concept) มาประยุกต์กับ augmentation rhinoplasty โดยเฉพาะ เทคนิคนี้แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบตามความซับซ้อนของโครงสร้างและปัญหาจมูก
Push-up Preservation Technique (Standard)
เหมาะสำหรับเคสใหม่ที่สันจมูกดั้งเดิม( ULCs )ยังสมบูรณ์ โดยวางกระดูกอ่อนซี่โครงอ่อนแบบแผ่น( extended spreader grafts จาก costal cartilage )หนาประมาณ 1–2 mm ใต้สันบนของกระดูกอ่อนผนังกั้นจมูก (septal T ) เพื่อยกสันจมูกกระดูกอ่อนขึ้นจากด้านล่าง ทำให้สันจมูกส่วนกลางโด่งขึ้น แต่ไม่มีผลต่อความสูงสันจมูกบริเวณหัวตา
Modified Dorsal Split Extended Push-up (Hybrid)
เหมาะสำหรับเคสแก้ที่มีผังพืดเยอะ( extensive scarring )หรือเยื่อบุโพรงจมูกยึดติดแน่นจากการผ่าตัดครั้งก่อน( mucosal adhesions จาก prior surgery) เทคนิคนี้จะมีการแยกสันจมูกกระดูกอ่อนออกจากผนังกั้นจมูกก่อน (dorsal split) แล้วจึงดำเนินการยกสันจมูกกระดูกอ่อนตรงกลางขึ้น(middle vault)โดยอาศัยกระดูกอ่อนซี่โครงแบบแผ่น( push-up) โดยใช้ความยืดยุ่น( elasticity )ของจุดเชื่อมต่อสันจมูกกระดูกแข็งและสันจมูกกระดูกอ่อน( DKA costochondral junction) ข้อดีพิเศษคือสามารถปรับความกว้างของสันจมูกช่วงกลาง( postoperative nasal width) ได้ตามต้องการ ซึ่งแตกต่างจากเทคนิคอื่นๆที่ปรับความกว้างสันจมูกได้ยากกว่า อย่างไรก็ตามเทคนิคนี้ไม่มีผลต่อความสูงสันจมูกบริเวณหัวตา
ในการศึกษา ของ Szychta ที่มีคนไข้ 12 ราย พบว่าคะแนนปัญหาการหายใจ( NOSE score) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) และความพึงพอใจของคนไข้อยู่ในระดับสูงมาก (9–10/10) ถึง 10 ราย โดยไม่พบสันจมูกมีปัญหาเป็นคลื่น ไม่เรียบ( palpable irregularities)
ข้อบ่งชี้ใน Asian Augmentation Rhinoplasty : เหมาะสำหรับทั้งเคสเสริมใหม่หรือเคสแก้ในคนไข้เอเชียที่มีสันจมูกเตี้ย( low dorsum) และสันจมูกกระดูกอ่อน( ULCs )ยังสมบูรณ์ รวมถึงในเคสแก้จมูกที่มีปัญหาผังพืดค่อนข้างมาก หรือในเคสที่ต้องการปรับแต่งความกว้างสันจมูกส่วนกลางร่วมด้วย โดยการเสริมสันจมูกด้วยเทคนิคนี้จะเน้นเฉพาะในกรณีที่ต้องการเพิ่มความสูงของสันจมูกช่วงกลางจนถึงปลายจมูก( cartilaginous vault) แต่ไม่ช่วยเสริมสันจมูกบริเวณระหว่างหัวตา(Radix)



ใครเหมาะกับการเสริมจมูกด้วยกระดูกซี่โครงแบบ Preservation?
เคสที่เหมาะสม (Indications)
- เคสเสริมจมูกใหม่ ในคนไข้เอเชียที่มีสันจมูกต่ำ (low dorsum และ low radix)
- เคสแก้จมูกที่มีการถอดซิลิโคนหรือวัสดุเทียมอื่นๆเดิมออกในวันผ่าตัดร่วมด้วย ซึ่งหลังถอดออกจะมีปัญหาผิวหนังบาง ทำให้การเสริมกระดูกอ่อนซี่โครงแบบดั้งเดิมที่วางบนโครงสร้างสันจมูก เสี่ยงต่อการเห็นขอบกระดูกอ่อนเป็นแท่งชัดเจนหลังยุบบวม
- เคสสันจมูกยุบตัว(saddle nose deformity)จากติดเชื้อ อุบัติเหตุ หรือการผ่าตัดผนังกั้นจมูก(septoplasty)มาก่อน ที่ยังมีสันจมูกกระดูกอ่อน( ULCs) ที่ยังสมบูรณ์
- เคสที่ต้องการผลลัพธ์การเสริมสันจมูกที่เป็นธรรมชาติสูง มีมั่นคงของโครงสร้างในระยะยาว หลีกเลี่ยงปัญหาการขยับของกระดูกอ่อนซี่โครงแบบแท่ง หรือปัญหาการสลายตัวหรือโค้งงอที่จะเห็นได้จากภายนอกหลังเสริมจมูกไปเป็นระยะเวลานาน

ข้อห้ามและข้อควรระวัง (Contraindications)
- เคสแก้จมูกที่ ULCs เสียหาย (injured integrity of ULCs)
- เคสอุบัติเหตุที่ middle vault ขาดหรือเสียหาย (avulsion of middle vault)
- กระดูกอ่อนซี่โครงอ่อนนิ่มเกินไปจนรับน้ำหนักไม่ได้ (โดยเฉพาะสำหรับ SDCG)
- คนไข้ที่มีช่องจมูกแคบมาก (narrow nasal vestibule) — อย่างไรก็ตามพบน้อยมากในชาวเอเชีย
- แพทย์ที่ยังไม่มีประสบการณ์เพียงพอกับ costal cartilage grafting และ dorsal preservation
การประเมินก่อนผ่าตัดที่สำคัญก่อน Preservation Augmentation Rhinoplasty
- CT scan เพื่อยืนยันความสมบูรณ์ของสันจมูกก่อนผ่าตัดทุกราย
- Computer imaging เพื่อกำหนด radix position และ dorsal height ร่วมกับคนไข้
- ประเมินความแข็งแรงของกระดูกอ่อนซี่โครง
- ประเมินความกว้างช่องจมูก (nasal airway width) เพื่อความเหมาะสมกับ subdorsal graft placement
- Nasal Endoscopy เพื่อประเมินการคดงอของผนังกั้นจมูก และโครงสร้างอื่นๆ ที่มีผลต่อการผ่าตัด


ผลลัพธ์จากหลักฐานที่มีงานวิจัยรับรอง
หลักฐานจากงานวิจัยปัจจุบันแสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือของเทคนิคการเสริมสันจมูกแบบอนุรักษ์โครงสร้าง( preservation augmentation rhinoplasty) ในระยะยาว
ผลลัพธ์ด้านความงาม (Aesthetic results)
วารสารทางการแพทย์ได้รายงานความสวยงามของแนวสันจมูก( dorsal aesthetic lines )ที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังการผ่าตัด คนไข้เอเชียที่ได้รับการผ่าตัดด้วยเทคนิค SDCG มีผลลัพธ์ติดตามยาวถึง 4 ปี ยังคงมีผลลัพธ์ที่ดี( excellent dorsal aesthetic lines )โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงของความสูงของสันจมูก( dorsal height) เช่นเดียวกับการายงานของ Szychta series ที่ไม่พบสันจมูกไม่เรียบ( palpable irregularities) ในคนไข้ทุกราย
ข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของเทคนิค dorsal preservation augmentation คือความดูเป็นธรรมชาติของผลลัพธ์ เนื่องจากสันจมูกกระดูกแข็ง( nasal bones) และสันจมูกกระดูกอ่อน( ULCs )ยังคงทำหน้าที่เป็นชั้นด้านนอกตามธรรมชาติ ( outer envelope)ที่คลุมกระดูกอ่อนที่นำไปเสริมสันจมูกทางด้านล่าง ทำให้แสงและเงาที่ตกกระทบบนจมูก ดูเป็นเป็นธรรมชาติ ต่างจากกรณีที่วางกระดูกอ่อนซี่โครงแบบแท่งด้านบนสันจมูก(dorsal onlay graft) ซึ่งมักทำให้การสะท้อนของแสงที่ตกกระทบ( reflective highlight pattern) ผิดเพี้ยนไป และอาจเป็นมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป โดยเฉพาะในเคสที่มีปัญหาการขยับตัว การโค้งงอ หรือการสลายตัวบางส่วนของกระดูกอ่อนแบบแท่งที่วางอยู่ด้านบนในเทคนิคการเสริมสันจมูกแบบดั้งเดิม
ผลลัพธ์ด้านการหายใจ (Functional Results)
Szychta และ Robotti รายงานคะแนนปัญหาการหายใจ( NOSE score )ลดลงอย่างมีนัยสำคัญใน 12 คนไข้ (p < 0.05) โดย score เฉลี่ยลดจาก 74 เหลือ 23 หลังผ่าตัด 3 เดือน ซึ่งสะท้อนถึงการหายใจที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน
ความมั่นคงของผลลัพธ์ในระยะยาว (Long term stability of Results)
Toriumi รายงานว่าผลลัพธ์ของการใช้เทคนิคแบบการเสริมยกสันจมูกจากด้านล่างโครงสร้างโดยใช้กระดูกอ่อนซี่โครงแบบแท่ง( SDCG) ผลลัพธ์มีแนวโน้มดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งตรงข้ามกับการวางกระดูกอ่อนซี่โครงแบบแท่งบนสันจมูกในเทคนิคดั้งเดิม(dorsal onlay dorsal grafts )ที่มักดูดีในระยะสั้น แต่เมื่อเวลานานขึ้น มีการเสื่อมสภาพในระยะยาวของกระดูกอ่อนซี่โครงที่วางอยู่ด้านบนสันจมูก ทำให้มีปัญหาการขยับตัว การโค้งงอ หรือการสลายตัวบางส่วนของกระดูกอ่อนแบบแท่งที่วางอยู่ด้านบน เนื่องจากกระดูกอ่อนที่วางในช่องว่างใต้โครงสร้างสันจมูกเดิมที่ถูกยกขึ้น (push up) ยังคงได้รับการหล่อเลี้ยงจากหลอดเลือดตามธรรมชาติ ขณะที่ เยื่อหุ้มกระดูกซี่โครง (native costal perichondrium) ที่ยังติดอยู่กับกระดูกอ่อนที่นำไปเสริม ช่วยเพิ่มการเลี้ยงของหลอดเลือด ( vascularization) และการยึดติดกับโครงสร้างจมูกเดิม (fixation)

บทสรุปและอนาคตของการเสริมจมูกแบบอนุรักษ์โครงสร้างในชาวเอเชีย (Asian Preservation Augmentation Rhinoplasty)
การเสริมจมูกเทคนิคอนุรักษ์โครงสร้าง (Preservation rhinoplasty) ในบริบทที่เน้นการเสริมความสูงของสันจมูกและปลายจมูก( augmentation context) เป็นหนึ่งในความก้าวหน้าที่น่าตื่นเต้นที่สุดในวงการศัลยกรรมจมูกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะสำหรับคนไข้เอเชียที่มีลักษณะกายวิภาคของจมูกและความต้องการที่เน้นการเสริมสันจมูกและปลายจมูกอย่างมาก
ทั้งสามเทคนิคหลักที่หมอกล่าวข้างต้น — rSRT, SDCG, และ Push-up — มีจุดร่วมสำคัญคือการรักษาสมบูรณ์ของสันจมูกแข็งและกระดูกอ่อนเดิมคนไข้(intact bony and cartilaginous dorsum) และใช้กระดูกอ่อนของคนไข้เอง ยกสันจมูกจากด้านล่างของโครงสร้างสันจมูกเดิม เพื่อให้โครงสร้างสันจมูกธรรมชาติของจมูกยังคงทำหน้าที่เป็นส่วนหุ้มด้านนอก( outer cover) จึงช่วยก้าวข้ามข้อด้อยบางอย่างของการวางกระดูกอ่อนด้านบนสันจมูกแบบเดิม ช่วยให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ และมีความมั่นคงของผลลัพธ์ในระยะยาวมากกว่าเทคนิคดั้งเดิม
สรุปประเด็นสำคัญที่ควรรู้ก่อนตัดสินเสริมจมูกเทคนิคแบบอนุรักษ์โครงสร้าง Preservation Augmentation Rhinoplasty
- ตรวจสอบความสมบูรณ์ของสันจมูกแข็งและสันจมูกอ่อนเสมอ ก่อนพิจารณาเทคนิค preservation augmentation
- เลือกชนิดของของกระดูกอ่อน(มักใช้กระดูกอ่อนซี่โครงตนเอง) รูปทรงกระดูกอ่อน เทคนิคการวางกระดูกจากปัญหาของจมูก และการเสริมสันจมูกว่าต้องการเสริมแค่ส่วนกลาง หรือสันจมูกบริเวณหัวตาร่วมด้วย
- เอกซเรย์คอมพิวเตอร์จมูก(Computer imaging) ก่อนผ่าตัดเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะการกำหนดตำแหน่งการเสริมสันจมูกบริเวณหัวตา( radix position )ในคนไข้เอเชีย
- เทคนิคเหล่านี้ต้องการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์กับการใช้กระดูกอ่อนซี่โรง( costal cartilage grafting) และการผ่าตัดจมูกแบบอนุรักษ์โครงสร้าง( dorsal preservation ) อย่างเพียงพอ
- ผลลัพธ์ในระยะยาวมีแนวโน้มดีขึ้น( improve over time) ต่างจากเทคนิคการวางกระดูกอ่อนบนสันจมูก( onlay grafts )แบบดั้งเดิม ที่หากมีการเสื่อมสภาพ โค้งงอ เคลื่อนที่ หรือสลายตัว จะเห็นชัดจากภายนอกได้ง่าย เนื่องจากมีชั้นผิวหนังบางๆคลุมอยู่เท่านั้น ซึ่งต่างจากวิธีสมัยใหม่นี้ ที่จะมีสันจมูกเดิมคนไข้คลุมกระดูกอ่อนที่นำไปเสริมอีกที ทำให้ผลลัพธ์ดูธรรมชาติสูงกว่า และมีความมั่นคงระยะยาวมากกว่า ถือเป็นข้อได้เปรียบที่ชัดเจน
หมายเหตุ / Disclaimer
บทความนี้สังเคราะห์จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติที่ผ่านการทบทวนอย่างมีมาตรฐาน มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลแก่คนไข้ ไม่ถือเป็นการชักชวนให้เลือกเทคนิคการผ่าตัดแต่อย่างใด การตัดสินใจผ่าตัดควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมจมูกโดยตรง
เอกสารอ้างอิง (References)
- Ferreira MG, Santos M. Preservation Rhinoplasty in the Saddle Nose: The Reverse Spare Roof Technique. Facial Plast Surg Aesthet Med. 2022;24(3):168–170.
- Toriumi DM. Dorsal Augmentation with Preservation Concepts. Facial Plast Surg Clin N Am. 2025;33:269–284.
- Szychta P, Robotti E. Middle Vault Dorsal Augmentation in Rhinoplasty as “Push-up” Preservation Technique. Aesth Plast Surg. 2025;49:1239–1245.
- Toriumi DM. Subdorsal cantilever graft for elevating the dorsum in ethnic rhinoplasty. Facial Plast Surg Aesthet Med. 2022;24(3):143–159.
- Daniel RK. The preservation rhinoplasty: a new rhinoplasty revolution. Aesthetic Surg J. 2018;38:228–9.
- Saban Y, Cakir B, Daniel R, et al. Preservation Rhinoplasty. Istanbul: Septum Publications; 2018.
- Goksel A, Saban Y, Tran KN. Biomechanical nasal anatomy applied to open preservation rhinoplasty. Facial Plast Surg. 2021;37(1):12–21.
- Robotti E, Cottone G, Leone F. Modified dorsal split preservation hybrid rhinoplasty. Facial Plast Surg. 2023;39(4):441–451.
คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการเสริมจมูกด้วยกระดูกซี่โครง
Q : เสริมจมูกด้วยกระดูกซี่โครงดีกว่าซิลิโคนอย่างไร?
A: กระดูกอ่อนซี่โครงของตัวเองไม่มีการปฏิเสธจากร่างกาย ลดความเสี่ยงซิลิโคนทะลุ ผิวบาง และต้องผ่าตัดแก้ในระยะยาว
Q : เสริมจมูกด้วยกระดูกซี่โครงแบบ Preservation คืออะไร?
A: คือการใช้กระดูกอ่อนซี่โครงดัน (push-up) สันจมูกจากด้านล่างโครงสร้างเดิม แทนการวางบนสันจมูกโดยตรง ทำให้ผิวสันจมูกธรรมชาติยังเป็น “ชั้นนอก” คลุมอยู่ ผลลัพธ์จึงดูธรรมชาติและมั่นคงกว่า
Q : เสริมจมูกด้วยกระดูกซี่โครงเจ็บไหม? แผลเป็นอยู่ที่ไหน?
A: แผลซี่โครงขนาดเล็กอยู่ใต้ราวนมข้างขวา มักจางหายได้ดี การเจ็บหลังผ่าตัดใกล้เคียงกับการผ่าตัดซี่โครงทั่วไป และหมอจะดูแลอย่างใกล้ชิด
Q : ใครเหมาะกับการเสริมจมูกด้วยกระดูกซี่โครงแบบ Preservation?
A: คนไข้เอเชียที่สันจมูกเตี้ย ต้องการผลลัพธ์ธรรมชาติ ไม่ต้องการซิลิโคน หรือเคสแก้จมูกที่ถอดซิลิโคนออก ซึ่งผิวบางจนกระดูกอ่อนแบบดั้งเดิมเห็นเป็นแท่งได้