ศัลยกรรมแก้ไขจมูกเคสแก้

ศัลยกรรมแก้ไขจมูกเคสแก้ (Revision Rhinoplasty) ปรับโครงสร้างจมูกอย่างเหมาะสมกับแต่ละบุคคล

ศัลยกรรมแก้ไขจมูกเคสแก้ (Revision Rhinoplasty) คือการผ่าตัดเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นหรือยังคงอยู่หลังการเสริมจมูกครั้งก่อน ไม่ว่าจะเป็นจมูกเบี้ยว ซิลิโคนเอียง ปลายจมูกบาง จมูกผิดรูป สันจมูกไม่สมดุล หรือปัญหาการหายใจจากโครงสร้างภายในจมูก การผ่าตัดแก้ไขจมูกมีความซับซ้อนแตกต่างจากการเสริมจมูกครั้งแรก เนื่องจากต้องพิจารณาทั้งโครงสร้างเดิม พังผืด เนื้อเยื่อ และผลกระทบจากการผ่าตัดที่ผ่านมา

ที่ Dr. Gorn Aesthetique การวางแผนศัลยกรรมแก้ไขจมูกให้ความสำคัญกับการค้นหาสาเหตุของปัญหาอย่างละเอียด โดยพิจารณาทั้งรูปทรงภายนอกและโครงสร้างภายในจมูก เพื่อเลือกเทคนิคการผ่าตัดที่เหมาะสมกับสภาพเนื้อเยื่อและความต้องการของผู้เข้ารับบริการแต่ละราย

ศัลยกรรมแก้ไขจมูกเคสแก้ (Revision Rhinoplasty) คืออะไร?

Revision Rhinoplasty หรือการผ่าตัดแก้จมูก เป็นการผ่าตัดจมูกซ้ำภายหลังจากเคยเสริมจมูกหรือผ่าตัดปรับโครงสร้างจมูกมาแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขความผิดปกติด้านรูปลักษณ์ โครงสร้าง หรือการทำงานของจมูกที่เกิดขึ้นหลังการผ่าตัดครั้งก่อน

การแก้ไขอาจเป็นเพียงการปรับรายละเอียดเฉพาะตำแหน่ง เช่น แก้สันจมูกเอียงหรือปลายจมูกไม่สมมาตร หรืออาจจำเป็นต้องปรับโครงสร้างจมูกใหม่ในกรณีที่มีความเสียหายของกระดูกอ่อน พังผืดจำนวนมาก หรือมีปัญหาการหายใจร่วมด้วย

ดังนั้น การแก้จมูกจึงไม่ได้หมายถึงการถอดซิลิโคนเดิมแล้วใส่ซิลิโคนใหม่เสมอไป แต่ต้องเริ่มจากการประเมินว่าปัญหาเกิดจากส่วนใดของจมูก และเลือกวิธีแก้ไขที่เหมาะสมตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์

ปัญหาจมูกแบบไหนที่อาจต้องพิจารณาศัลยกรรมแก้ไขจมูก?

ผู้ที่เคยเสริมจมูกมาแล้วอาจพบปัญหาได้หลายรูปแบบ ทั้งปัญหาด้านความสวยงามและความผิดปกติของโครงสร้างจมูก โดยปัญหาที่พบบ่อย ได้แก่

  • จมูกเบี้ยวหรือสันจมูกเอียง: สันจมูกไม่อยู่ในแนวกึ่งกลางใบหน้า อาจเกิดจากตำแหน่งของวัสดุเสริม โครงสร้างกระดูกจมูกเดิม หรือความไม่สมมาตรของเนื้อเยื่อ
  • ซิลิโคนเคลื่อนหรือผิดตำแหน่ง: วัสดุเสริมจมูกอาจเกิดการเคลื่อนตัวหรือไม่แนบกับโครงสร้างจมูก ทำให้รูปทรงดูเอียงหรือผิดรูป
  • ปลายจมูกบางหรือเสี่ยงซิลิโคนทะลุ: ผิวหนังปลายจมูกอาจบางลงจากแรงกดของวัสดุเสริม โดยเฉพาะในกรณีที่มีแรงตึงของเนื้อเยื่อมาก
  • ปลายจมูกใหญ่หรือไม่สมส่วน (Bulbous Nose Tip): รูปทรงปลายจมูกไม่เป็นไปตามความต้องการ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับโครงสร้างกระดูกอ่อน ความหนาของผิวหนัง หรือพังผืดจากการผ่าตัดเดิม
  • รูจมูกไม่เท่ากันหรือจมูกผิดรูป: อาจเกิดจากโครงสร้างกระดูกอ่อนที่ไม่สมดุล การหดรั้งของพังผืด หรือผลจากการผ่าตัดครั้งก่อน
  • จมูกสั้นหรือปลายจมูกเชิด: บางกรณีอาจเกิดจากการหดรั้งของเนื้อเยื่อหรือการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างหลังการผ่าตัด
  • จมูกมีพังผืดหรือผิวหนังหดรั้ง: การผ่าตัดหลายครั้งอาจทำให้เกิดเนื้อเยื่อแผลเป็นภายใน ส่งผลต่อความยืดหยุ่นและรูปทรงของจมูก
  • ปัญหาการหายใจหลังเสริมจมูก: ผู้ป่วยบางรายอาจมีปัญหาการอุดกั้นของทางเดินหายใจจากผนังกั้นจมูกหรือโครงสร้างที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องได้รับการตรวจประเมินโดยแพทย์
  • จมูกอักเสบหรือติดเชื้อหลังเสริมจมูก: อาจมีอาการบวม แดง ปวดมากขึ้น หรือมีสารคัดหลั่งผิดปกติ ซึ่งควรได้รับการตรวจประเมินอย่างเร่งด่วน

ทำไมการผ่าตัดแก้จมูกจึงซับซ้อนกว่าการเสริมจมูกครั้งแรก?

การเสริมจมูกครั้งแรกมักเป็นการผ่าตัดบนโครงสร้างที่ยังไม่เคยถูกเปลี่ยนแปลงจากการผ่าตัดมาก่อน ในขณะที่การแก้จมูกต้องพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อที่เกิดขึ้นแล้ว รวมถึงความแข็งแรงของโครงสร้างที่ยังคงเหลืออยู่

ปัจจัยสำคัญที่อาจเพิ่มความซับซ้อนของการแก้จมูก ได้แก่

  • พังผืดจากการผ่าตัดเดิม: เนื้อเยื่อแผลเป็นอาจทำให้การแยกชั้นเนื้อเยื่อและการเข้าถึงโครงสร้างจมูกทำได้ยากขึ้น
  • กระดูกอ่อนเดิมถูกปรับเปลี่ยน: การผ่าตัดครั้งก่อนอาจมีการตัดแต่งหรือนำกระดูกอ่อนบางส่วนออกไปแล้ว ทำให้ต้องประเมินความแข็งแรงของโครงสร้างที่เหลืออยู่
  • ผิวหนังและเนื้อเยื่อมีข้อจำกัด: ผู้ที่มีผิวหนังบางหรือมีการหดรั้งของเนื้อเยื่ออาจไม่เหมาะกับการเพิ่มความโด่งหรือความยาวของจมูกมากเกินไป
  • ปัญหาหลายตำแหน่งร่วมกัน: บางรายมีทั้งจมูกเบี้ยว ปลายจมูกไม่สมดุล และปัญหาการหายใจ จึงต้องวางแผนแก้ไขหลายโครงสร้างร่วมกัน
  • ประวัติการแก้จมูกหลายครั้ง: การผ่าตัดซ้ำอาจทำให้การจัดการพังผืดและการประเมินโครงสร้างมีความซับซ้อนมากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ การวางแผนแก้จมูกจึงควรพิจารณาทั้งเป้าหมายด้านรูปทรง ความแข็งแรงของโครงสร้าง และความปลอดภัยของเนื้อเยื่อ มากกว่าการมุ่งเน้นเพียงความโด่งหรือรูปทรงที่ต้องการ

เทคนิคการศัลยกรรมแก้ไขจมูกมีอะไรบ้าง?

การเลือกเทคนิคการผ่าตัดขึ้นอยู่กับลักษณะของปัญหา ตำแหน่งที่ต้องแก้ไข สภาพเนื้อเยื่อ และผลการตรวจของแพทย์ โดยเทคนิคที่อาจนำมาใช้ในการแก้ไขจมูก ได้แก่

1. การแก้จมูกแบบ Open Rhinoplasty

Open Rhinoplasty เป็นการผ่าตัดที่มีแผลบริเวณฐานจมูกร่วมกับแผลภายในรูจมูก เพื่อให้ศัลยแพทย์สามารถมองเห็นและเข้าถึงโครงสร้างจมูกได้กว้างขึ้น เหมาะสำหรับการแก้ไขบางกรณีที่มีความซับซ้อน เช่น ปลายจมูกผิดรูป กระดูกอ่อนเสียรูป หรือจำเป็นต้องปรับโครงสร้างหลายตำแหน่ง

การผ่าตัดแบบ Open อาจช่วยให้แพทย์สามารถประเมินตำแหน่งของกระดูกอ่อนและพังผืดได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ผู้ป่วยแก้จมูกทุกรายที่จำเป็นต้องใช้เทคนิคนี้ โดยแพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสมเป็นรายบุคคล

2. การแก้จมูกแบบ Closed Rhinoplasty

Closed Rhinoplasty เป็นการผ่าตัดผ่านแผลภายในรูจมูกโดยไม่มีแผลเปิดบริเวณฐานจมูก อาจเหมาะกับกรณีที่ต้องการแก้ไขปัญหาบางตำแหน่งและสามารถเข้าถึงโครงสร้างที่เกี่ยวข้องได้อย่างเพียงพอผ่านแผลภายในจมูก

การเลือกใช้เทคนิค Closed หรือ Open ต้องพิจารณาจากปัญหาที่แท้จริง ไม่ใช่เลือกจากขนาดของแผลเพียงอย่างเดียว

3. การแก้จมูกด้วยกระดูกอ่อนของผู้เข้ารับการผ่าตัด

ในบางกรณี การผ่าตัดแก้ไขจำเป็นต้องใช้กระดูกอ่อนเพื่อเสริมความแข็งแรง ปรับรูปร่าง หรือสร้างโครงสร้างรองรับปลายจมูก โดยอาจพิจารณาใช้กระดูกอ่อนจากผนังกั้นกลางจมูก กระดูกอ่อนหลังหู หรือกระดูกอ่อนซี่โครง ตามข้อบ่งชี้และปริมาณเนื้อเยื่อที่ต้องใช้

การใช้กระดูกอ่อนของผู้ป่วยเองเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการผ่าตัดปรับโครงสร้างจมูก แต่ยังมีความเสี่ยง เช่น การดูดซึมบางส่วน การผิดรูปของกระดูกอ่อน และภาวะแทรกซ้อนบริเวณที่นำกระดูกอ่อนออก จึงจำเป็นต้องได้รับการประเมินอย่างเหมาะสม

4. การแก้ไขโครงสร้างจมูกและทางเดินหายใจ

สำหรับผู้ที่มีปัญหาการหายใจร่วมด้วย ศัลยแพทย์อาจต้องประเมินผนังกั้นกลางจมูกและโครงสร้างที่ช่วยพยุงทางเดินหายใจ เพื่อพิจารณาว่าจำเป็นต้องแก้ไขโครงสร้างภายในร่วมกับการปรับรูปทรงภายนอกหรือไม่

การประเมินก่อนศัลยกรรมแก้ไขจมูกที่ Dr. Gorn Aesthetique

จุดสำคัญของการวางแผนแก้จมูกคือการระบุสาเหตุของปัญหาอย่างเป็นระบบ โดย Dr. Gorn Aesthetique ให้ความสำคัญกับการตรวจประเมินทั้งรูปทรงภายนอกและโครงสร้างภายในจมูก เพื่อวางแผนการผ่าตัดที่เหมาะสมกับผู้รับบริการแต่ละราย

  1. การซักประวัติการผ่าตัดเดิม: ประเมินจำนวนครั้งที่เคยผ่าตัด เทคนิคและวัสดุที่เคยใช้ ระยะเวลาหลังผ่าตัด รวมถึงปัญหาหรือภาวะแทรกซ้อนที่เคยเกิดขึ้น
  2. การตรวจโครงสร้างจมูกภายนอก: พิจารณาแนวสันจมูก รูปทรงปลายจมูก ความสมมาตร ลักษณะผิวหนัง และความแข็งแรงของเนื้อเยื่อ
  3. การตรวจภายในโพรงจมูก: แพทย์อาจใช้การส่องกล้องภายในโพรงจมูกเพื่อประเมินความผิดปกติที่ไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอก โดยเฉพาะกรณีที่มีปัญหาการหายใจร่วมด้วย
  4. การตรวจเพิ่มเติมด้วย CT Scan: ในกรณีที่มีความซับซ้อนหรือมีข้อบ่งชี้ แพทย์อาจพิจารณาตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อประเมินโครงสร้างจมูกและบริเวณที่เกี่ยวข้องก่อนวางแผนผ่าตัด
  5. การวางแผนผ่าตัดเฉพาะบุคคล: พิจารณาเทคนิคการผ่าตัด วัสดุหรือกระดูกอ่อนที่อาจต้องใช้ ความเป็นไปได้ของผลลัพธ์ และข้อจำกัดของสภาพเนื้อเยื่อ

เมื่อไหร่ควรแก้จมูกหลังการผ่าตัดครั้งก่อน?

ระยะเวลาที่เหมาะสมในการแก้จมูกขึ้นอยู่กับสาเหตุของปัญหาและการฟื้นตัวของเนื้อเยื่อ โดยสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่ การแก้ไขที่สามารถรอให้เนื้อเยื่อฟื้นตัว และกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อนซึ่งจำเป็นต้องได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน

กรณีแก้ไขรูปทรงจมูกทั่วไป

หากเป็นปัญหาด้านรูปทรงโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนเร่งด่วน แพทย์มักแนะนำให้รอจนกว่าอาการบวมจะลดลงและเนื้อเยื่อมีความมั่นคงเพียงพอ ซึ่งหลายกรณีอาจต้องใช้เวลาประมาณ 6–12 เดือนหรือมากกว่านั้น ก่อนพิจารณาผ่าตัดแก้ไข ทั้งนี้แพทย์สามารถเริ่มตรวจประเมินและวางแผนได้ก่อนถึงช่วงเวลาดังกล่าว

กรณีที่ควรพบแพทย์โดยเร็ว

หากพบอาการติดเชื้อ ซิลิโคนทะลุหรือใกล้ทะลุ ผิวหนังปลายจมูกบางลงอย่างรวดเร็ว มีอาการปวดบวมแดงผิดปกติ หรือมีปัญหาการหายใจที่รุนแรงขึ้น ควรเข้ารับการตรวจประเมินโดยเร็ว โดยไม่ควรรอให้ครบระยะเวลาการฟื้นตัวตามปกติ

การเข้ารับการประเมินทันทีไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยทุกรายจะต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขในวันเดียวกัน เนื่องจากวิธีรักษาอาจแตกต่างกันตามระดับความรุนแรงของปัญหาและสภาพเนื้อเยื่อ

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดแก้จมูก

การเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัดเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้แพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงและวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม

  • เตรียมข้อมูลการผ่าตัดครั้งก่อน: หากมีประวัติการรักษา รูปภาพก่อนและหลังผ่าตัด หรือรายละเอียดวัสดุเสริมเดิม ควรนำมาให้แพทย์พิจารณา
  • แจ้งโรคประจำตัวและประวัติการแพ้ยา: รวมถึงปัญหาการติดเชื้อ ภาวะเลือดออกผิดปกติ และประวัติการดมยาสลบ
  • แจ้งยาและอาหารเสริมที่ใช้อยู่: เพื่อให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงจากยาที่อาจส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด โดยไม่ควรหยุดยาประจำตัวเอง
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่: ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับระยะเวลาการงดสูบบุหรี่และผลิตภัณฑ์นิโคติน เนื่องจากอาจส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดและการสมานแผล
  • วางแผนช่วงเวลาพักฟื้น: ควรเตรียมเวลาสำหรับการพักผ่อน การตรวจติดตามผล และการจำกัดกิจกรรมตามคำแนะนำของศัลยแพทย์

การพักฟื้นหลังศัลยกรรมแก้ไขจมูก

ระยะเวลาการฟื้นตัวหลัง Revision Rhinoplasty แตกต่างกันตามความซับซ้อนของการผ่าตัด ปริมาณพังผืด เทคนิคที่ใช้ และสภาพเนื้อเยื่อของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปอาจมีอาการบวมและฟกช้ำในช่วงแรก และรูปทรงจมูกจะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงระหว่างการฟื้นตัว

  • ช่วง 1–2 สัปดาห์แรก: อาจมีอาการบวม ฟกช้ำ คัดจมูก หรือรู้สึกตึงบริเวณผ่าตัด โดยแพทย์จะนัดตรวจแผลและดูแลอุปกรณ์ดามจมูกตามความเหมาะสม
  • ช่วง 1–3 เดือน: อาการบวมส่วนใหญ่จะค่อย ๆ ลดลง และรูปทรงจมูกเริ่มเห็นรายละเอียดชัดเจนขึ้น แต่ยังอาจมีอาการบวมหลงเหลือ โดยเฉพาะบริเวณปลายจมูก
  • ช่วง 6–12 เดือน: เนื้อเยื่อและรูปทรงจมูกจะค่อย ๆ เข้าที่มากขึ้น ในเคสแก้ที่มีความซับซ้อนอาจใช้เวลานานกว่านี้กว่าจะประเมินผลลัพธ์ระยะยาวได้

ในระหว่างการพักฟื้นควรหลีกเลี่ยงแรงกระแทกและการกดทับจมูก ดูแลแผลตามคำแนะนำ รับประทานยาตามใบสั่งแพทย์ และเข้ารับการตรวจติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ หากมีอาการปวดรุนแรงขึ้น เลือดออกมากผิดปกติ มีไข้ หรือสงสัยการติดเชื้อ ควรติดต่อแพทย์ทันที

ความเสี่ยงและข้อจำกัดของการศัลยกรรมแก้ไขจมูก

แม้การศัลยกรรมแก้จมูกจะมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงรูปทรงหรือแก้ไขปัญหาจากการผ่าตัดครั้งก่อน แต่การผ่าตัดยังมีความเสี่ยงและข้อจำกัดที่ผู้รับบริการควรทราบก่อนตัดสินใจ ได้แก่

  • อาการบวม ฟกช้ำ หรือการเปลี่ยนแปลงของความรู้สึกบริเวณจมูก
  • เลือดออก การติดเชื้อ หรือแผลสมานตัวช้า
  • การเกิดพังผืดหรือรอยแผลเป็นหลังผ่าตัด
  • ความไม่สมมาตรหรือรูปทรงจมูกที่ไม่ตรงตามความคาดหวัง
  • ปัญหาการหายใจหรือความผิดปกติของผนังกั้นจมูก
  • ความจำเป็นในการผ่าตัดเพิ่มเติมในบางกรณี

ผลลัพธ์ของการแก้จมูกไม่สามารถรับประกันความสมมาตรหรือรูปทรงตามความต้องการได้ในทุกกรณี โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวหนังบางมาก มีพังผืดจำนวนมาก หรือมีข้อจำกัดของโครงสร้างจมูกเดิม การปรึกษาศัลยแพทย์จึงมีความสำคัญเพื่อทำความเข้าใจเป้าหมายที่เป็นไปได้และความเสี่ยงของการรักษา

ทำไมต้องปรึกษาศัลยกรรมแก้ไขจมูกที่ Dr. Gorn Aesthetique?

Dr. Gorn Aesthetique ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ปัญหาจมูกเคสแก้เป็นรายบุคคล โดยพิจารณาทั้งรูปลักษณ์ของจมูก ความสมดุลของใบหน้า และการทำงานของโครงสร้างภายในจมูก

  • ประเมินสาเหตุของปัญหาก่อนเลือกเทคนิค: วิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังการผ่าตัดเดิม เพื่อวางแผนแก้ไขให้สอดคล้องกับโครงสร้างจริง
  • พิจารณาทั้งความสวยงามและการหายใจ: ให้ความสำคัญกับการทำงานของจมูกร่วมกับรูปทรงภายนอก
  • มีแนวทางการตรวจโครงสร้างภายใน: อาจพิจารณาการส่องกล้องโพรงจมูกหรือ CT Scan ในรายที่มีข้อบ่งชี้
  • วางแผนการผ่าตัดเฉพาะบุคคล: เลือกเทคนิคและวัสดุที่เหมาะสมตามลักษณะปัญหาและข้อจำกัดของเนื้อเยื่อแต่ละราย
  • ให้ความสำคัญกับการดูแลหลังผ่าตัด: มีการนัดตรวจติดตามเพื่อประเมินการสมานแผล การฟื้นตัว และผลลัพธ์หลังการผ่าตัด

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

แก้จมูกต้องรอกี่เดือนหลังการเสริมจมูกครั้งก่อน?
สำหรับการแก้ไขรูปทรงทั่วไปที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนเร่งด่วน มักแนะนำให้รอประมาณ 6–12 เดือน หรือจนกว่าเนื้อเยื่อจะฟื้นตัวและอาการบวมลดลงอย่างเพียงพอ แต่หากมีปัญหาติดเชื้อ ซิลิโคนทะลุ หรือปลายจมูกบางลงอย่างรวดเร็ว ควรเข้าพบแพทย์เพื่อประเมินโดยเร็ว
ไม่จำเป็น ผู้ป่วยบางรายสามารถแก้ไขด้วยเทคนิค Closed Rhinoplasty ได้ หากปัญหาไม่ซับซ้อน ส่วนเทคนิค Open Rhinoplasty อาจเหมาะสำหรับกรณีที่ต้องปรับโครงสร้างหลายตำแหน่ง มีพังผืดมาก หรือกระดูกอ่อนผิดรูป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการประเมินของศัลยแพทย์
ไม่จำเป็นในทุกกรณี แพทย์อาจเลือกใช้กระดูกอ่อนจากผนังกั้นกลางจมูก กระดูกอ่อนหลังหู หรือกระดูกอ่อนซี่โครง ขึ้นอยู่กับปริมาณกระดูกอ่อนที่ต้องใช้ ความแข็งแรงของโครงสร้างเดิม และความซับซ้อนของการผ่าตัด
โดยทั่วไปอาจต้องพักฟื้นเบื้องต้นประมาณ 1–2 สัปดาห์ อาการบวมจะค่อย ๆ ลดลงในช่วงหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน และอาจใช้เวลาประมาณ 6–12 เดือนหรือมากกว่านั้นก่อนที่รูปทรงจมูกจะเข้าที่ชัดเจน โดยเฉพาะในกรณีที่มีการปรับโครงสร้างจมูกอย่างละเอียด
สามารถพิจารณาผ่าตัดแก้ไขเพิ่มเติมได้ในบางกรณี แต่ต้องได้รับการประเมินอย่างละเอียด เนื่องจากการผ่าตัดหลายครั้งอาจทำให้เกิดพังผืด ผิวหนังบาง หรือมีโครงสร้างกระดูกอ่อนเหลืออยู่อย่างจำกัด ศัลยแพทย์จะประเมินความเสี่ยงและความเป็นไปได้ของผลลัพธ์ก่อนวางแผนการรักษา

บริการอื่น ๆ