คิ้วตกทำให้หน้าดูแก่ ดูเครียดไม่สดใส รบกวนการมองเห็น? รวมวิธีแก้คิ้วตกทั้งแบบไม่ผ่าตัดและผ่าตัด เหมาะกับคนวัย 35 ปีขึ้นไป ปลอดภัย เห็นผลจริง!

นอกจากภาวะหนังตาหย่อน (Dermatochalasis) ภาวะเปลือกตาตก (Blepharoptosis) ภาวะคิ้วตก (Browptosis) ถือเป็นอีกหนึ่งภาวะของความหย่อนคล้อยรอบดวงตาที่พบได้บ่อยจากความเสื่อมตามวัยตำแน่งปกติของคิ้วบนใบหน้าที่เหมาะสม และรูปทรงคิ้วที่สวยงามจะมีความแตกต่างกันขึ้นกับเพศ รูปทรงคิ้วของผู้ชายจะหนาใกล้เคียงกันตลอดแนว ค่อนข้างตรง ไม่โก่ง ขนานไปกับขอบบนของกระดูกเบ้าตาพอดี (Supperior orbital rim)
ในขณะที่รูปทรงคิ้วของผู้หญิงด้านหัวคิ้วจะหนาแล้วเรียวเล็กบางลงด้านหางคิ้ว มีจุดที่สูงขึ้นทางด้านหางตาบริเวณ 2/3 ของคิ้วด้านในกับ 1/3 ของคิ้วทางด้านนอก ทำให้เกิดลักษณะของคิ้วที่มีความโก่งโค้ง ซึ่งปรับเปลี่ยนไปตามสมัยนิยม โดยจุดที่สูงที่สุดของคิ้ว (Peak) จะอยู่ตรงกับเส้นตรงที่ลากลงมาที่ขอบด้านนอกของตาด (Lateral limbus) หรืออาจจะเคลื่อนออกไปได้ทางหางตา แต่จุดที่สูงที่สุดของคิ้วไม่ควรเลยเกินจากหางตา (Lateral canthus) และตำแห่งที่เหมาะสมของคิ้วในผู้หญิงจะอยู่เหนือต่อขอบกระดูกเบ้าตาบน (Above superior orbitalrim)
“คิ้วตก” หรือ Brow Ptosis คือปัญหาที่พบได้บ่อยเมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 35 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นช่วงที่ผิวหนังเริ่มหย่อนคล้อย และเนื้อเยื่อรอบดวงตาเสื่อมสภาพ คิ้วที่เคยอยู่สูง กลับลดต่ำลง ทำให้…
- ใบหน้าดูเหนื่อย ดูเครียด
- หางคิ้วตก ทำให้หน้าดูเศร้า
- หัวคิ้วตก หน้าดูดุ
- มองเห็นไม่ชัด โดยเฉพาะด้านบน
- มีอาการปวดเมื่อยหน้าผากจากการเลิกคิ้วบ่อยๆ
นอกจากเรื่องของความสวยงามแล้ว หากคิ้วตกลงมามาก อาจมีผลกระทบต่อการมองเห็น คือ บดบังการมองเห็นโดยเฉพาะการมองเห็นส่วนบน และหากคนไข้มีภาวะเปลือกตาตก หรือหนังตาบนหย่อนร่วมด้วยก็จะยิ่งบดบังการมองเห็นให้แย่ลง ซึ่งพบได้มากโดยเฉพาะในผู้สูงอายุไม่ว่าเพศชายหรือหญิง
กรณีที่คิ้วตกมากทำให้ดันเปลือกตาลง อาจดันให้แนวขนตาเข้ามาถูบริเวณกระจกตาได้ ทำให้เกิดอาการระคายเคืองตา ไม่สบายตา น้ำตาไหล จนอาจทำให้เกิดแผลบริเวณกระจกตาส่งผลกระทบต่อการมองเห็น ให้มองพร่ามัวลง และมีความเสี่ยงของการติดเชื้อกระจกตา เนื่องจากกระจกตาเป็นแผลได้อีกด้วย คนไข้บางรายจะมีอาการปวดเมื่อยล้าบริเวณหน้าผาก จากการที่กล้ามเนื้อหน้าผากพยายามหดเกร็งเพื่อยกคิ้วขึ้น ซึ่งเป็นกลไกที่ร่างกายพยายามทำเพื่อลดการบดบังการมองให้ดีขึ้น
เมื่อไหร่ถึงจะรู้ว่าเรากำลังมี “ภาวะคิ้วตก” ?
การตรวจต้องสังเกตุเสมอว่าขณะที่ตรวจคนไข้ไม่ได้มีการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณหน้าผาก (Frontalis muscle) ซึ่งการหดตัวของกล้ามเนื้อนี้ จะช่วยยกคิ้วให้อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าภาวะปกติ การตรวจทำได้ตั้งแต่การสังเกตุดูใบหน้าของคนไข้โดยเฉพาะบริเวณหน้าผากหากพบว่ามีรอยย่นของผิวหนังในแนวนอน (Horizontal Forehead lines) จะบอกได้ว่าคนไข้อาจกำลังมีการใช้กล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis muscle) อยู่ในกรณีที่รอยย่นนั้นไม่ใช่รอยย่นที่เกิดขึ้นอย่างถาวร (Static lines) จากการที่มีการใช้กล้ามเนื้อเลิกหน้าผากบ่อยครั้งเป็นเวลาติดต่อกันนาน ๆ และตรวจยืนยันตำแหน่งคิ้วโดยให้คนไข้นั่งตัว และศีรษะตรงมองไกลออกไปตรงๆ ใช้นิ้วกดที่บริเวณหน้าผากเพื่อระงับการทำงานของ กล้ามเนื้อหน้าผากแล้วจึงตรวจดูตำแหน่งคิ้วของคนไข้หากพบว่าตำแหน่งของคิ้วอยู่ต่ำกว่าขอบบนของกระดูกเบ้าตา ถือว่ามีภาวะคิ้วตก
สิ่งที่ควรระวัง และระลึกไว้เสมอในการตรวจคนไข้ คือ คนไข้ที่สักคิ้ว (eyebrow tattoo) ควรตรวจอย่างละเอียดว่าตำแหน่งของคิ้วสักนั้นอยู่ตรงกับตำแหน่งคิ้วปกติของ คนไข้หรือไม่ เนื่องจากหากคนไข้อาจสักคิ้วสูงกว่าคิ้วปกติ ทำให้ตำแหน่งของคิ้วสักอยู่ใน ตำแหน่งของคิ้วปกติ ทั้งที่จริงผู้ป่วยมีภาวะคิ้วตกซ่อนอยู่
สาเหตุคิ้วตกในคนวัย 35+
สรุปแบบให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ มาจากอายุที่มากขึ้น (aging) การฉีดโบท็อกซ์ผิดตำแหน่ง กล้ามเนื้อหน้าผากอ่อนแรง เคยมีประวัติผ่าตัดหรืออุบัติเหตุบริเวณศีรษะ และโรคทางระบบประสาท เช่น Bell’s Palsy เป็นต้น แต่อย่างให้ทุกท่านเข้าใจมากขึ้นในเรื่องของภาวะคิ้กตกนี้ แบบตามทางการแพทย์ได้ 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มคิ้วตกแต่กำเนิด (congenital) และกลุ่มคิ้วตกที่เกิดภายหลัง
- คิ้วตกแต่กำเนิด (congenital) คนไข้กลุ่มนี้จะมีตำแหน่งของคิ้วต่ำกว่าปกติ (low position / low set eyebrow) จากโครงสร้างแต่กำเนิด ต้องซักประวัติและใช้รูปถ่ายในการช่วยยืนยันการวินิจฉัย
- คิ้วตกที่เกิดภายหลัง มีหลากหลายสาเหตุแต่จะแบ่งตามการดำเนินโรคหรือภาวะออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่
- ภาวะที่เกิดแบบชั่วคราว เช่น ภาวะกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงครึ่งซีก จากการอักเสบของเส้นประสาท หรือที่เรียกว่า Bell’s palsy, กล้ามเนื้อหน้าผากที่ใช้ในการยกคิ้วอ่อนแรงจากการฉีดโบทูลินั่มท็อกซิน หรือที่นิยมเรียกตามชื่อการค้าว่าโบท็อกซ์ (Botox) เนื่องจากฉีดมากเกินไปหรือฉีดผิดเทคนิค รวมไปถึงคนไข้ที่ดูแลตัวเองไม่เหมาะสมหลังการฉีด เป็นต้น นอกจากนี้ตำแหน่งของคิ้วที่ต่ำลงอาจเกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของการหดตัวของกล้ามเนื้อรอบดวงตา (Orbicularis oculi) ทำให้เกิดการดึงคิ้วให้ต่ำลง เช่น Blepharospasm, Facial dystonia เป็นต้น การรักษาสาเหตุก็จะช่วยให้อาการคิ้วตกดีขึ้นได้ โรคกลุ่มของเนื้องอกผิดปกติ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มีการกดการทำงานของกล้ามเนื้อยกคิ้ว หรือมีรอยโรคที่กดคิ้วให้ต่ำลงจากตำแหน่งปกติได้ เช่น Basal cell carcinoma, Squamous cell carcinoma เป็นต้น
- ภาวะที่เกิดถาวร เช่น เป็นความเสื่อมตามวัย (aging) ซึ่งอาการจะค่อยๆเป็นและเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่สามารถกลับมาดีขึ้นได้เอง หรือเกิดจากอุบัติเหตุ (trauma) เช่น อุบัติเหตุที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อหรือเส้นประสาทที่ทำหน้าที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหน้าผากทำให้การทำงานในการยกคิ้วเสียไป รวมถึงการบาดเจ็บที่เกิดจากการผ่าตัด (Surgical trauma)
ทางเลือกในการรักษา “คิ้วตก”
แนวทางการรักษาคิ้วตก ทำได้หลากหลายวิธี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของภาวะคิ้วตกและความคาดหวังของผลการรักษาแบ่งการรักษาออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ การรักษาด้วยการไม่ผ่าตัด และการรักษาด้วยการผ่าตัด
การรักษาด้วยการไม่ผ่าตัด
ถือเป็นวิธีที่สะดวก ทำได้รวดเร็ว ระยะพักฟื้นน้อย ไม่มีความเสี่ยงของการเกิดแผลเป็น แต่วิธีในกลุ่มนี้ผลการรักษาจะอยู่เพียงชั่วคราว ไม่เหมาะกับผู้ที่มีอาการความรุนแรงมาก เช่น กลุ่มที่อายุมาก มีทั้งภาวะคิ้วตกร่วมกับเปลือกตาตกหรือหนังเปลือกตาหย่อนมาก กลุ่มนี้ควรได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด แต่กลุ่มที่อายุน้อย อาการไม่มาก ไม่มีภาวะเปลือกตาตก หรือหนังเปลือกตาหย่อนร่วมด้วยจะเหมาะกับการรักษาด้วยการไม่ผ่าตัด ซึ่งมีหลายวิธี ดังนี้
- การฉีดโทูลินั่ม ท็อกซิน (Botulinum toxin) เป็นสารที่ถูกสกัดจากแบคทีเรียชนิดหนึ่ง (Clostridium botulinum) สาร นี้อยู่ในรูปโปรตีน ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษสามารถจับกับปลายเส้นประสาทที่มาควบคุม กล้ามเนื้อ และยับยั้งการหลั่งสารสื่อประสาท จึงเป็นการยับยั้งกล้ามเนื้อให้ไม่ถูก กระตุ้น ดังนั้นกล้ามเนื้อที่ได้รับสารดังกล่าวนี้จะไม่สามารถหดตัวได้ หรืออยู่ในสภาพคลายตัวนั่นเองการตรวจประเมินโดยละเอียดและเลือกให้การฉีดโบท็อกซ์ในผู้ที่อายุน้อยและมีภาวะคิ้วตกไม่มากเพื่อไปยับยั้งกล้ามเนื้อที่หดตัวดึงคิ้วลงให้คลายตัวก็จะ ช่วยยกคิ้วให้ขึ้นได้เล็กน้อย จะช่วยให้คิ้วสูงขึ้นได้ใบหน้าและดวงตาดูสดใสอ่อนกว่าวัย โดยฤทธิ์ของสารนี้จะอยู่ได้เพียง 3-4 เดือนขึ้นกับคนไข้แต่ล่ะราย และชนิด ปริมาณ โบท็อกซ์ที่ใช้ด้วย จึงจำเป็นต้องมีการฉีดยาซ้ำ และหากประเมินผู้ป่วยไม่ละเอียด ไม่ได้ประเมินภาวะเปลือกตาตกหรือหนังตาหย่อนแล้ว การฉีดโบท็อกซ์ให้คนไข้กลุ่มนี้มี ความเสี่ยงมาก เนื่องจากการฉีดไปถูกกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ยกคิ้ว จะทำให้ผู้ป่วยไม่ สามารถยกคิ้วขึ้นเพื่อช่วยลดการบดบังการมองเห็นได้ ทำให้ผู้ป่วยมีการมองเห็นแย่ลง และยังมีใบหน้าที่ดูดุ เครียด ไม่สดใส ไม่เป็นมิตรได้อีกด้วย

2. การทำหัตถการปัจจุบันมีเครื่องมือเทคโนโลยีทางการแพทย์มากมายที่ช่วยยกกระชับ ผิวบนใบหน้ารวมถึงผิวบริเวณคิ้วและรอบดวงตา ตัวอย่างเช่น การใช้พลังงานคลื่น อัลตราซาวนด์ ทำให้เกิดความร้อนในชั้นใต้ผิวหนัง และทำให้เกิดการสร้างและเรียง ตัวใหม่ของคอลลาเจน (Collagen) ให้ผิวหนังหดตัว ช่วยยกกระชับลดความหย่อน คล้อยของผิวบริเวณคิ้วและรอบดวงตาได้ เป็นต้น หัตถการเหล่านี้สามารถทำได้ง่าย มี ความปลอดภัยมากกว่าการผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น และไม่มีรอยแผลเป็น แต่มักได้ผลเพียงเล็กน้อยบางรายอาจเห็นผลได้ไม่ชัดผลลัพธ์ก็อยู่เพียงชั่วคราวขึ้นกับความรุนแรงของภาวะคิ้วตก และชนิดของหัตถการที่ท ความชำนาญของแพทย์ผู้รักษา และ ข้อเสียอีกข้อคือ มีราคาค่อนข้างสูง
การรักษาด้วยการผ่าตัด
การรักษาประเภทนี้เหมาะกับผู้ที่มีภาวะคิ้วตกมากโดยเฉพาะกลุ่มที่มีการบดบังการมองเห็นเพราะผลการรักษาให้ผลการยกคิ้วได้ดีทำให้การมองเห็นดีขึ้นได้และผลการรักษามักคงอยู่ถาวรเนื่องจากผลการรักษาอาจขึ้นอยู่กับเทคนิคการผ่าตัดที่เลือกด้วยวิธีนี้ผู้ป่วยจะต้องมีระยะเวลาพักฟื้นแต่ไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่และส่วนใหญ่สามารถผ่าตัดโดยการฉีดยาชาเฉพาะที่ได้ระยะเวลาพักฟื้นจึงไม่ยาวนานความเสี่ยงของการผ่าตัดไม่มากจึงเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยที่อายุมากมีปัญหาคิ้วตกเยอะ แม้การรักษาด้วย การผ่าตัดอาจทำให้มีความเสี่ยงเรื่องของการเกิดแผลเป็น แต่เทคนิคการผ่าตัดและเย็บแผลที่ดี การดูแลหลังผ่าตัดที่ดีก็ช่วยให้แผลเป็นลดน้อยลงได้
การผ่าตัดแบ่งตามเทคนิค
การผ่าตัดแบบเปิดแผล
- แบบไม่ซ่อนแผล (Direct) : โดยจะแบ่งย่อยลงไปตามตำแหน่งที่ลงแผล ได้แก่
- แผลเหนือคิ้ว (Supraciliary)
- แผลเหนือคิ้วเฉพาะส่วนหางคิ้ว (Temporal)
- แผลกลางหน้าผาก (Mid-Forehead)
- แบบซ่อนแผล (Hairline) : จะเป็นการผ่าตัดแบบลงแผลบริเวณผมเพื่อซ่อนแผล ได้แก่
- แผลหน้าไรผม (Pre-Trichial)
- แผลหลังไรผม (Coronal) การผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง (Endoscopic) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเทคนิคการผ่าตัดแบบซ่อนแผลเนื่องจากลงแผลอยู่ในบริเวณผม
นอกจากนี้ยังมีการผ่าตัดโดยการใช้ไหมเย็บ (Suture browpexy) ผ่านการลงแผลที่ บริเวณชั้นตา (Lid crease) เรียกกว่า Transblepharoplasty browpexy วิธีนี้อาจไม่ สามารถทำให้เกิดแรงยกคิ้วได้ดีนัก แต่สามารถทำไปพร้อมกับการผ่าตัดสร้างชั้นตาหรือการ ผ่าตัดแก้ไขเปลือกตาตกได้เหมาะสำหรับผู้ที่คิ้วตกไม่มาก
สำหรับเทคนิคที่นิยมและให้ผลการรักษาได้ดีมากในยกคิ้ว คือ การผ่าตัดแบบลงแผลเหนือ คิ้ว (Direct BrowLift) เนื่องจากเป็นการผ่าตัดที่ลงแผลใกล้คิ้วที่สุดทำให้เกิดแรงยกคิ้วได้มากที่สุดและอยู่ได้คงทนมากเมื่อเทียบกับเทคนิคอื่นๆยังสามารถปรับแต่งรูปคิ้วทรงคิ้วได้โดยเฉพาะในผู้ที่มีการสักคิ้วมาการผ่าตัดสามารถตัดคิ้วเพื่อสร้างทรงคิ้วใหม่ที่เหมาะสมกับคนไข้ได้เทคนิคนี้ยังสามารถทำได้ง่ายใช้เวลาน้อยมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บต่อเส้นประสาทต่ผู้ป่วยสามารถทำการผ่าตัดได้โดยการฉีดยาชาเฉพาะที่ไม่ต้องดมยาสลบส่วนข้อเสียคืออาจมีโอกาสเกิดแผล เป็นที่เห็นได้บริเวณเหนือคิ้ว และในบางรายอาจมีภาวะของการรับความรู้สึกไวมากผิดปกติชั่วคราวในช่วงแรก เช่นรู้สึกเสียวแปล๊บหรือรู้สึกเจ็บ เป็นต้น


การผ่าตัดแบบแผลเหนือคิ้วเฉพาะส่วนหางคิ้ว (Temporal) คล้ายกับแบบแผลเหนือคิ้ว (Direct) แต่แผลจะสั้นกว่าอยู่เฉพาะส่วนกลางจนถึงหางคิ้วทำให้สามารถทำได้ง่ายแผลเป็นที่เห็นจะสั้นลงน้อยกว่าแบบแผล เหนือคิ้วตลอดความยาวของคิ้วแต่จะสามารถแก้ไขภาวะคิ้วตกได้เฉพาะส่วนหางตาไม่สามารถยกคิ้วส่วนหัวจนถึงกลางคิ้วได้ดีนักจึงเป็นทางเลือกที่ดีในคนไข้ทีคิ้วตกไม่มากและปัญหาหลักคือเปลือกตาส่วนหางตก (Lateral hooding)

การผ่าตัดแบบลงแผลกลางหน้าผาก (Mid-Forehead) เป็นการลงแผลกลางหน้าผากใน แนวนอน และผ่าเลาะด้านในลงไปถึงคิ้ว ทำให้สามารถยกคิ้วได้ดีตลอดแนวคิ้ว ในเคสที่ผิวหนังบริเวณหน้าผากมีรอยย่นมาก สามารถตัดและกำจัดรอยย่นออกได้แต่เป็นเทคนิคที่ไม่ง่ายเนื่องจากการเลาะเนื้อเยื่อลงไปที่คิ้วต้องใช้ความชำนาญเพื่อลงให้ถูกชั้นต้องเลือกเคสที่เหมาะสมเคสที่หน้าผากแคบการทำเทคนิคนี้จะยิ่งทำให้หน้าผากแคบลงมีโอกาสเกิดแผลเป็นเป็นแนวยาว ตลอดหน้าผากและอาจมีภาวะของการรับความรู้สึกไวมากผิดปกติเช่นกันปัจจุบันจึงไม่ได้เป็น เทคนิคที่นิยมทำกัน

การผ่าตัดซ่อนแผลหน้าไรผม (Pretrichial) จะเป็นการลงแผลเปิดบริเวณหน้าไรผมแล้วเลาะ เนื้อเยื่อลงมา เพื่อยกคิ้วขึ้น เทคนิคนี้ยกคิ้วได้ตลอดความยาวคิ้ว สามารถตัดผิวหนังส่วนเกินได้ ทำให้หน้าผากตึงขึ้น รอยย่นที่หน้าผากลดลง แผลเป็นจะถูกเงาไรผมบังทำให้แผลเป็นไม่ชัดมาก แต่เทคนิคนี้ จะทำให้แนวไรผมต่ำลงได้ ดังนั้นผู้ป่วยที่หน้าผากแคบไรผมต่ำอยู่แล้วจะไม่เหมาะสำหรับเทคนิคนี้เป็นเทคนิคที่ต้องใช้ความชำนาญในการ ผ่าตัดผู้ป่วยมีความเสี่ยงของการชา บริเวณศีรษะได้

การผ่าตัดซ่อนแผลหลังไรผม (Coronal) ลงแผลบริเวณกลางศีรษะแล้วเลาะเนื้อเยื่อลงมา เพื่อยกคิ้วขึ้นเช่นเดียวกัน แต่เนื่องจากแผลอยู่สูงกว่าทำให้แผ่นเนื้อเยื่อที่เลาะใหญ่ (Largeflap) จึงเป็นเทคนิคที่ไม่ง่ายแพทย์ผู้ผ่าตัดต้องมีความชำนาญเทคนิคนี้ยกคิ้วได้ดีตลอดความยาว สามารถทำให้หน้าผากตึงขึ้นลดรอยย่นได้เช่นกันและแผลจะถูก ซ่อนอยู่ในผมกลางศีรษะทำให้ไม่มีแผลเป็นบนใบหน้า แต่การผ่าตัดนี้ทำให้แนวไรผมขยับสูงขึ้น จึงเหมาะสำหรับคนไข้ที่หน้าผากแคบไรผมเดิมอยู่ แต่ไม่ควรเลือกทำในผู้ป่วยที่หน้าผากกว้าง เทคนิคนี้ก็มีความเสี่ยงของอาการชาบริเวณเหนือต่อแผลได้ เนื่องจากการบาดเจ็บ หรือการถูกตัดของเส้นประสาทที่ผิวบางส่วนไป การผ่าตัดเทคนิคนี้ผู้ป่วยต้องดม ยาสลบ ดังนั้นผู้ป่วยที่มีอายุมากและโรคประจำตัวมากก็ จะยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น

การผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง (Endoscopic) เทคนิคนี้จะลงแผลขนาดเล็ก ประมาณ 5 จุดซ่อนอยู่ในผม ทำให้มีข้อดีคือมีแผลเป็นน้อยมาก การเลาะที่ไม่ได้เปิดแผลกว้าง ร่วมกับการ เลาะโดยมีกล้องนำทาง ทำให้ความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บต่อเส้นประสาทน้อยและไม่ได้มีการตัดผิวหนังออกเป็นบริเวณกว้างทำให้อาการชาหนังศีรษะเกิดได้เพียงเล็กน้อยการยกคิ้วทำได้ค่อน ข้างดี แต่อาจไม่คงทนเท่ากับการยกคิ้วด้วยแผลเหนือคิ้ว (Direct) เทคนิคนี้แพทย์ผู้ทำต้องมี ความรู้ความชำนาญอย่างมาก ต้องมีประสบการณ์ในการผ่าตัดด้วยกล้อง เนื่องจากใช้กล้องและอุปกรณ์พิเศษในการผ่าตัดทำให้เป็นเทคนิคที่มีราคาแพงและผู้ป่วยต้องดมยาสลบเพื่อทำการ การผ่าตัดดังนั้นเพื่อผลลัพทธ์ที่ดีที่สุดเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ล่ะรายแนะนำให้ผู้ที่มีปัญหาคิ้วตกเข้ามารับการ ตรวจละเอียด และวางแผนการรักษาร่วมกับแพทย์เฉพาะทาง


